วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565
วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
สดุดี 112 : 1-10
จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ความสุขมีแก่ผู้ที่ยำเกรง
องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ปีติยินดีในพระบัญชาของพระองค์
ลูกหลานของพวกเขาจะเกรียงไกรในดินแดน ผู้ชอบธรรมแต่ละชั่วอายุจะได้รับพระพร
ความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติอยู่ในเรือนของเขา และความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่นิรันดร์
แม้ในความมืด แสงสว่างก็ฉายเข้ามาสำหรับผู้เที่ยงธรรม สำหรับผู้มีใจเมตตากรุณาและชอบธรรม
ผู้ที่มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และให้ยืมด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ดำเนินกิจการอย่างเที่ยงธรรมจะอยู่เย็นเป็นสุข
แน่ทีเดียว คนชอบธรรมจะไม่มีวันสั่นคลอน พวกเขาจะเป็นที่จดจำเสมอไป พวกเขาจะไม่หวาดวิตกต่อข่าวร้าย
จิตใจของพวกเขาแน่วแน่และวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า จิตใจของพวกเขามั่นคง ไม่มีความกลัว สุดท้ายพวกเขาจะมองดูศัตรูอย่างผู้ชนะ
พวกเขาได้แจกจ่ายให้คนยากจน ความชอบธรรมของพวกเขาดำรงอยู่นิรันดร์
พวกเขาจะยิ่งใหญ่และมีเกียรติ คนชั่วร้ายจะเห็นและหัวเสีย พวกเขาจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและย่อยยับไป
ความปรารถนาของคนชั่วร้ายจะสูญเปล่า
สดุดี 112:1-10 TNCV
https://bible.com/bible/179/psa.112.1-10.TNCV
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ฟังเสียงพระเจ้า เพื่อท่านจะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ที่แท้จริง
พระเจ้าตรัสว่า... ฉะนั้น ถ้าพวกเจ้าฟังเสียงเราจริงๆ และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ พวกเจ้าจะเป็นของล้ำค่าของเราที่เราเลือกสรรจากท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา พวกเจ้าจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกกับคนอิสราเอล”
อพยพ 19:5-6 THSV11
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561
4 Keys to hearing God's voice
1. QUIETING YOURSELF DOWN
2. FIXING YOUR EYES ON JESUS
3. TUNING TO SPONTANEITY (INNER VOICE OF THE HOLY SPIRIT)
4. JOURNALING (WRITE IT DOWN
WHAT YOU HEAR AND SEE IN VISION)
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เยรูซาเล็ม "ถ่านเพลิงและถ้วยแห่งความเมามายของชาวอาหรับ"
แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อิสราเอล มีการสร้างกระแส ยั่วยุ และ การแก้แค้น ต่างๆนานา แต่พระเจ้าจะทรงให้เยรูซาเล็มเป็นหินหนักสำหรับชาวอาหรับ และผู้ที่ตั้งใจจะเป็นศัตรู เหล่าประเทศที่บุกมาทำลายอิสราเอลจะเจ็บตัว นี่คือสิ่งที่เราจะได้เห็นในอนาคตข้างหน้า
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556
เปิดโปงอุตสาหกรรมเพลง, หนังและสื่อมวลชน บูชาซาตาน...
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เตือนให้เราอธิษฐานเผื่อประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
Revelation Today part 1
เมื่อคุณสัมผัสพระเจ้า และได้รับการเติมเต็มในพระวิญญาณของพระเจ้า
เป็นเรื่องธรรมชาติในฝ่ายวิญญาณของคุณที่จะรัก "อย่างพระคริสต์"
"จงเลือกอย่างดีที่สุดที่จะรักอย่างพระเจ้า"
"Love never fails"
ความรักไม่เคยล้มเหลว
"if you have not love, you will lose all you have one day"
"ถ้าคุณไม่มีความรัก คุณจะสูญเสียทุกอย่างสักวันหนึ่ง"
"Be Free to Love, in Jesus' name today Amen"
จงเป็นไทที่จะรักในวันนี้ ในพระนามพระเยซู เอเมน
: ใคร่ครวญ 1 โครินธ์ 13
= Joseph's Revelation =
วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555
คิม คลีเม๊นท์ : "จากสิ่งเล็กๆจะกลายเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่"
“อิสราเอล, แสงสว่างของเราอยู่เหนือเจ้าทั้งหลาย” 12 กุมภาพันธ์ 2012 – จากรายการ เดอะ เด็น (The Den)
“อิสราเอล! อิสราเอล! แสงสว่างของเราอยู่เหนือเจ้าทั้งหลาย แสงสว่างของเราอยู่เหนือเจ้าเวลานี้ เดี๋ยวนี้ ! มีกลิ่นสาบซึ่งมาจากชาติทั้งหลาย ผู้ซึ่งจะยืนขึ้นและออกเสียงยับยั้ง เพื่อเด็กๆจะสามารถถูกฆ่าฟันกันต่อไปได้ โลหิตของเขาจะขึ้นมาสู่หน้าของเรา” พระเจ้าตรัสดังนี้ “เพราะฉะนั้น จะเกิดการร้องร่ำไห้ในรัสเซีย จะมีการร้องร่ำไห้ ไม่ว่าเจ้าจะทำอย่างไรก็ตาม” พระเจ้าตรัสดังนี้
“เราจะโอบล้อมรอบๆอิสราเอล และมันจะทำให้รุ่งเรือง เจริญ และงอกงาม โดยแท้จริงแล้ว ประตูหนึ่งได้ถูกเปิดแล้ว เมื่อเธอได้ร้องเพลงออกมา”
"จากสิ่งเล็กๆจะกลายเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่" 12 กุมภาพันธ์ 2012 – จากรายการ เดอะ แมทริกซ์ (The Matrix)
แต่นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสกับผมเกี่ยวกับอเมริกา พระองค์ตรัสว่า “เล็ก เล็ก เล็ก” และผมก็ถามกลับไปว่า “ตกลงพระองค์กำลังตรัสอะไรครับ?” สิ่งนี้ก็เพิ่งเมื่อเช้านี้เอง และพระองค์ก็ตรัสว่า “ทั้งหมดกำลังจะเกิดขึ้น – จากสิ่งเล็กๆจะกลายเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่” พระองค์ตรัสว่า “ผู้เล็กน้อยจะนำการฟื้นคืนสภาพทางด้านเศรษฐกิจมาให้สหรัฐอเมริกาและทั้งโลก นั่นเป็นที่ซึ่งมันจะเกิดขึ้น”
และผมก็ตอบกลับไปว่า “อะไรเล็กๆนะครับ?” พระองค์ตรัสตอบว่า “จงพูดเกี่ยวกับกลุ่มคริสตจักรเล็กๆ” และตรัสอีกว่า
“จะมีคริสตจักรเล็กๆเป็นร้อยๆพันๆทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา”
เมื่อผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ว่าจะมีเพื่อนบ้านใกล้เคียง และจะมีคริสตจักรมากมายซึ่งจะไม่ถูกเน้นจัดโครงสร้างเกินไป
ที่จะเริ่มต้น และแน่นอนว่า พวกเคร่งศาสนาจะต่อว่าพวกเขาเหล่านั้นและกล่าวว่า ไม่เห็นจะมีผู้ปกครองและมัคนายกเลย
แต่พระเจ้าเพิ่งจะทรงเคลื่อนแบบนี้สักครู่เดียวและเพิ่งจะประทุออกไปทั่วไม่นานนี้เอง – คริสตจักรเล็กๆ
และสิ่งที่พระองค์ตรัสกับผมว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอเมริกาคือ ธุรกิจเล็กๆ ธุรกิจเล็กนี่แหล่ะที่จะนำการฟื้นคืนสภาพนั้นมาให้ และจะทรงเคลื่อนผู้เล็กน้อย เล็กๆพระองค์ตรัสว่า “คิม ! คิดถึงสภาพธรรมชาติของเราสิ สิ่งที่เราทำไง! เราเอาจากผงคลีดินแล้วสร้างสิ่งที่ใหญ่โต เราสร้างสิ่งมีชีวิต”และตรัสอีกว่า “มันเป็นอย่างนี้เสมอมา - เราเอาจากเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง เรานำเอาพระเยซูชาวนาซาเร็ธมาไงล่ะ ” มันออกมาจากสิ่งเล็กๆเสมอๆ เมื่อทรงหมายกิเดโอนไว้ เขาเป็นแค่คนหนึ่งที่ไม่มีอะไร และพระเจ้าทรงเรียกเขาว่า
“เจ้าเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่” และยังตรัสว่า “จงจำสิ่งนี้ไว้ เพราะมันจะใช่พวกตัวใหญ่ มันจะไม่ใช่พวกหัวรุนแรง แต่ทั้งหมดคือ ผู้เล็กน้อย”
ผมไม่มีรู้ว่าจะพูดสิ่งอื่นได้อย่างไร เพราะผมเพิ่งได้ยินสิ่งนี้เมื่อเช้านี้เอง แต่ผมอยากจะให้คุณค้นหาสิ่งนั้น
ผมไม่รู้จะเจอมันได้ที่ไหน แต่คุณจะได้เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นทุกที่ ผมไม่ได้กล่าวว่าคริสตจักรขนาดใหญ่(Mega Church)
เป็นสิ่งที่ผิด จะมีผู้เล็กน้อย พวกเขาจะแผ่ขยายเหมือนกับไฟป่า และวัยรุ่นในช่วง 20 ปีจะลุกขึ้นเทศนาสั่งสอน และในช่วง
อายุ 30 ขึ้นไปก็เช่นกัน
สิ่งนี้จะเปลี่ยนไป จะเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ เป็นที่ซึ่งผู้หว่านจะไล่ทันผู้เก็บเกี่ยว จะเป็นที่ซึ่งวัยรุ่นเต็มด้วยพลังและจะกลายเป็นนักเทศนาหน้าใหม่ นักรบแห่งสหัสวรรษใหม่ที่ผมได้ฝันเห็นเมื่อปี 1995 และได้รับนิมิตนั้น นี่เป็นวันเวลานั้น นี่เป็นวันเวลานั้น !
ผมอยากให้คุณรู้ว่า อย่าดูถูกวันแห่งการเริ่มต้นที่เล็กน้อย มันเหมือนกับเมฆก้อนเล็กๆที่เท่ากำปั้นที่นำการทะลุทะลวงครั้งใหญ่
มาสู่อิสราเอล และฝนก็เทลงมา พระเจ้าก็ทรงให้การกันดารจบลง และการแห้งแล้งก็จบลงเช่นกัน
คิม คลีเม๊นท์
Kim Clement
Prophetic Image Expressions
วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555
กองทัพนักนมัสการ
เจ็ดปีแห่งการเพิ่มพูน !
คำเผยพระวจนะจาก ชัค ดี. เพียซ : จัดส่งเพื่อการอธิษฐาน 26 มกราคม 2012
19 มกราคม 2012
ถึง บรรดาผู้เสาะหาทั้งหลาย
ข้าพเจ้ายังคงได้ยินถึงเรื่องราวต่างๆ จากพวกท่านมากมายที่พูดถึงการประชุมที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ ดัช ชีทส์ มาร่วมกับพวกเราที่ ศูนย์การประชุมโกลบอล สเฟียส์ สำหรับการนมัสการเฉลิมฉลองของพวกเรา
บางสิ่งที่น่าอัศจรรย์จริงๆ ได้เกิดขึ้นที่นี่เมื่อวันอาทิตย์ พระวิญญาณของพระเจ้ากำลังตรัสว่า “เรากำลังสถาปนาศิโยนในวันนี้ เพื่อที่พวกเจ้าจะปกครองในวิธีที่พวกเจ้าจะไม่สามารถที่จะยืนอยู่ และครอบครองได้ในฤดูกาลที่แล้ว เราจะมีนิเวศอธิษฐานที่ชื่นบานไว้สำหรับเราเอง ความชื่นบานที่ได้ตกเป็นเชลยเรื่อยมานั้น เวลานี้จะได้รับการปลดปล่อยออกมาแล้ว ด้วยว่าพวกเจ้าได้ขึ้นมาสู่สถานที่ที่ความชื่นบานนั้นดำรงอยู่ พวกเจ้าจะขอสิ่งหนึ่ง และเราจะทำมันให้สำเร็จ พวกเจ้าจะประกาศิตสิ่งหนึ่ง และเราจะเป็นเหตุให้มันเกิดขึ้น จงขึ้นมาเถิด! ในที่ที่พวกเจ้าได้กลัวที่จะขอ เวลานี้พวกเจ้าก็จะขออีกครั้ง ทางแคบและยากลำบากของพวกเจ้านั้นกำลังเปิดออกแล้ว สิ่งที่เคยยากลำบาก และเป็นหนทางที่แคบเกินไปนั้น เวลานี้ หนทางนั้นก็จะเปิดออกแล้ว ทางแคบและยากลำบากที่ได้ทำสงครามเรื่อยมานั้น เวลานี้กำลังเปิดออกแล้ว สงครามของพวกเจ้ากำลังกลายมาเป็นหนึ่งกับเรา ชัยชนะของพวกเจ้าอยู่ใกล้แค่มือเอื้อมแล้ว พวกเจ้ากำลังชนะสงครามในวันนี้ เพื่อที่บัลลังก์ต่างๆ จะถูกเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินโลกนี้”
พวกเราสัมผัสได้ว่า มีบางสิ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้ลงมา และได้ถูกส่งออกไปโดยผ่านคลื่นอากาศ ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจและการทำให้ชัดเจนนั้นได้เข้ามาอยู่ในหนทางของพวกเราแล้ว ในที่ที่พวกเราเคยคิดว่าพวกเราได้ตกเป็นเชลยแล้วนั้น พวกเราจะเป็นไท ประเทศอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และได้กลับมาสู่สถานที่ที่พวกเราสามารถมายังเฮโบรนได้อีกครั้ง หนทางสู่การเริ่มต้นของชัยชนะครั้งต่อไปของพวกเราซึ่งจะสถาปนา 7 ปี ถัดไปนั้น ได้เปิดออกแล้ว ชนชาติต่างๆ ได้มาเรียงตัวกันอีกครั้ง อิหร่าน จะคุกเข่าลง บาบิโลน จะยอมแพ้
กองทัพนักนมัสการผู้มีความสัมพันธ์สนิทลึกซึ้งกับพระองค์ เวลานี้กำลังลุกขึ้นแล้ว!
โดย ดัช ชีทส์ ชัค เพียซ และ คีธ เพียซ
ข้างล่างนี้ เป็นการเปิดเผยสำแดงแบบการเผยพระวจนะเพิ่มเติม ที่ออกมาจากเช้าวันอาทิตย์
“การลุกขึ้นของเอคคลีเซีย(บรรดาผู้ถูกเรียกออกมาให้มาอยู่รวมกัน คือ คริสตจักร) กองทัพผู้นมัสการพระเจ้า ในฤดูกาลนี้จะทั้งน่าตื่นเต้นและน่าประทับใจในหลายหลากวิธี ด้วยว่า นี่จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเลื่อนขึ้นเหมือนบันไดเลื่อน เป็นช่วงเวลาแห่งการเร่งความเร็วแบบรุนแรงและใหญ่ขึ้น เป็นช่วงเวลาของการเพิ่มความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือ เราจะเพิ่มความเร็วของมันขึ้นไปอีก เรากำลังเร่งกระบวนการนั้น เรากำลังปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น เรากำลังมาพร้อมกับไฟอันบริสุทธิ์ เปลวเพลิงแห่งพระพักตร์ของเราจะเผาผลาญด้วยความร้อนที่แรงกล้ายิ่งกว่าเดิม เราจะเผาผลาญอุปสรรคต่างๆ ให้มันมอดไหม้ไป เราจะเผาผลาญป้อมปราการทั้งหลายแห่งความคิดที่ไม่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ในชีวิตของพวกเจ้าให้วอดวายไป”
“เราจะเผาผลาญ แม้แต่ป้อมปราการทั้งหลายแห่งความคิดที่ไม่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ในชีวิตของบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักเราด้วย เราจะสำแดงให้พวกเขาเห็นว่า แม้ในความบาปของพวกเขา เราก็กำลังตระเตรียมพวกเขาไว้เพื่อครองบัลลังก์ เราจะใส่สิ่งต่างๆ ไว้ในหัวใจของพวกเขา เราจะเป็นเหตุให้ลิขิตชีวิตต่างๆ กลับมีชีวิตขึ้นมาภายในตัวพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพวกเขามี เราจะชำระสิ่งที่เป็นมลทินให้บริสุทธิ์ เราจะหักทำลายโครงสร้างต่างๆ ที่ได้ถูกใส่เอาไว้ภายในตัวพวกเขาตั้งแต่เกิดมานั้นให้หลุดออกจากตัวพวกเขาเสีย เราจะทำสิ่งนี้อย่างรวดเร็ว เราจะนำพวกเขามาสู่สถานที่ที่พวกเขาจะเริ่มต้นที่จะมองเห็นโดยพระวิญญาณ พวกเขาจะเขียน พวกเขาจะแสดงด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบเดียวกันกับที่เคยมีในระบบของโลกนี้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ พวกเขาจะทำงานของพวกเขาเพื่อเราด้วยความเป็นเลิศแทน เราจะบุกรุกเข้าไปในภูเขาทั้งหลายของสังคมต่างๆ ในฤดูกาลนี้ด้วยความเข้มข้นและรุนแรงแบบใหม่”
“พวกเจ้าได้ร้องขอการโอนย้ายถ่ายกรรมสิทธิ์ทรัพย์ศฤงคารของเรา ทรัพย์ศฤงคารของเรานั้นมั่นคงปลอดภัย หากว่าพวกเจ้าจะขึ้นมาและนมัสการ พวกเจ้าก็จะเห็นที่ที่ศัตรูได้ซ่อนคลังทรัพย์ซึ่งเรากำลังรอคอยที่จะปลดล็อคนั้น พวกเจ้าจะมองเห็นที่ที่ศัตรูทั้งหลายได้เอาตู้ขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มากมายไปซ่อนเอาไว้ในพุ่มไม้และที่ในใต้ดิน จงขึ้นมา จงขึ้นมายังสถานที่แห่งเฮโบรน และจากที่นั่น เราจะเลื่อนขั้นพวกเจ้า และโอนย้ายถ่ายกรรมสิทธิ์มาให้แก่พวกเจ้า ด้วยว่ามีเงิน ของใช้ คนทำงาน ที่จัดเป็นกองกลางสำหรับใช้ร่วมกันใหม่ๆ มีอยู่สี่กองกลาง ที่เราจะนำพวกเจ้าเข้าไปในปีนี้หากว่าพวกเจ้าจะขึ้นมา และเราจะโอนสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับพวกเจ้า”
“เราได้มาในวันนี้ เพื่อที่จะจัดการกับวิสัยสามารถของจิต(ความสามารถในการใช้ และแนวความคิดของคนและกลุ่ม) ที่ว่า “ขออยู่กับฝูงกบอีกสักคืนหนึ่งเถอะ” (อพยพ 8.1-11) เราจะเหวี่ยงแนวความคิดของการเป็นทาสที่พูดว่า พวกคุณต้องนั่งลงในอาการมึนงง และในฤดูกาลที่แล้วต่อไปอีกสักคืนหนึ่งเถอะ นั้นลง ถ้าพวกเจ้าจะยอมปล่อยการ “ขออยู่กับฝูงกบอีกสักคืนหนึ่งเถอะ” นั้นไปเสีย พวกเจ้าก็จะเห็นอียิปต์ยอมมอบคลังทรัพย์ของพวกเขา เพื่อการเดินทางของพวกเจ้าในวันพรุ่งนี้ ในการปลดปล่อยครั้งนี้ พวกเจ้าก็จะเห็นทะเลแดงแยกออกให้กับพวกเจ้า พวกเจ้าจะเห็นเราจัดการกับรถม้าและรถรบของฟาโรห์ที่ได้ตามล่าพวกเจ้าอย่างไม่ลดละมาตลอดสามปีที่ผ่านมา
“วันนี้เป็นวันที่เรากำลังพูดกับพวกเจ้าว่า “พวกเจ้าได้ก้าวลงไป เพื่อที่จะก้าวขึ้นไป!” ในสถานที่ที่ยากลำบากและตกต่ำนั้น จงเอาลูกกุญแจทั้งหลายจากศัตรูที่พวกเจ้าได้เดินร่วมกับมันมา ได้ให้ความบันเทิงกับมัน และได้ต่อสู้กับมัน แล้วจงขึ้นมาถึงเราเถิด จงขึ้นมา จงขึ้นมายังสถานที่สูงกับเรา และพวกเจ้าจะมองเห็นที่ซึ่งเราได้ให้พวกเจ้านั่งอยู่ในชั่วโมงนี้ วันนี้เป็นวันที่วาระทั้งหลายนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่กระแสน้ำได้หันกลับ วันนี้เป็นวันที่เราบอกว่า “ตกลง” เรากำลังโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ศฤงคารของเรา แต่คลังทรัพย์และความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่มหาศาลเหล่านั้น ที่เรากำลังใส่เอาไว้ในมือซ้ายของพวกเจ้านั้น มีไว้เพื่อดวงวิญญาณมากมายที่เรากำลังนำมาในมือขวาของพวกเจ้า”
“วันนี้ จงทะยานขึ้น จงลุกขึ้น และจงขึ้นมา แล้วจงนั่งลงกับเราเถิด เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับสิทธิอำนาจ เพื่อที่จะกลับลงไปอีกครั้ง แล้วไปยืนอยู่ในสถานที่สูง เพื่อปลดปล่อยคลังทรัพย์ที่ได้ถูกจำจอง และได้ถูกผู้อื่นครอบครองอยู่เรื่อยมานั้น เพราะถ้าหากพวกเจ้าขึ้นมา พวกเจ้าก็จะเห็นว่า ในตลอด 7 ปี ต่อจากนี้ จะเป็น 7 ปี แห่งการเพิ่มขึ้น ตลอด 7 ปี ต่อจากนี้ และจะมีต่อไปจนถึงปีที่ 10 เมื่อสิ้นสุด 10 ปี คนทุกคนที่ได้ขึ้นมาในเฮโบรนนี้ จะเห็นคริสตจักรกลายเป็นหนึ่ง คือ เป็นบรรดาปุโรหิตและบรรดากษัตริย์ทั้งหลายร่วมกัน พวกเขาจะกลายมาเป็นหนึ่ง และจะเป็นผู้ผดุงอาณาจักรของเรา เมื่อโครงสร้างโลกนี้ล่มสลายลง”
“การเลื่อนตำแหน่งของพวกเจ้ากำลังเข้ามาสู่ที่ของมัน เหมือนกับที่ดาวิดได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พวกเจ้ากำลังผ่านความอับอายเนื่องจากความผิดพลาดทั้งหลายในอดีตของพวกเจ้า การเลื่อนตำแหน่งของพวกเจ้ากำลังเข้ามาสู่ที่ของมัน ในฤดูกาลนี้ การศึกจะเพิ่มทวีขึ้น แต่ชัยชนะจะมาอย่างง่ายดาย การทำสงครามจะยิ่งรุนแรงขึ้น แต่ชัยชนะจะมาถึงอย่างง่ายขึ้น ศัตรูกำลังจะลุกขึ้นในชั่วโมงนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะว่ามันกำลังโกรธมาก และตกใจมากด้วยกับสิ่งที่มันเห็นสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ถึงแม้มันมาด้วยความรุนแรงอย่างยิ่งก็ตาม การรบต่างๆ นั้นก็จะง่ายขึ้น คือ ง่ายขึ้นที่จะมีชัยชนะ เพราะว่าเรากำลังต่อสู้กับพวกเขาจากสถานที่สูงแห่งความเข้าใจและการเปิดเผยสำแดง จงอย่าได้หวาดกลัวที่ศัตรูผู้ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้พวกเจ้า”
“เสียงต่างๆ ของสวรรค์กำลังลงมาสู่บนแผ่นดินโลกนี้ จงฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า สงครามครั้งต่อไปจะถูกวางตำแหน่งเอาไว้ในแผ่นดินนี้ เรากำลังจะวางภาระหน้าที่อันถัดไปของพวกเจ้า เพื่อการเพิ่มพูนและการทะลุทะลวง สิ่งหนึ่งที่ได้ถูกยึดไปจากพวกเจ้าในฤดูกาลหนึ่งนั้น ก็จะกลับมาในหนทางของพวกเจ้าด้วยวิธีใหม่ จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม การเจิมใหม่กำลังเปลี่ยนพวกคุณเข้าไปสู่สถานที่ที่จะรับ และที่จะเห็นในวิธีที่พวกเจ้าไม่เคยได้เห็นมาก่อน!”
จงรู้เถิดว่า:
• มีเสียงหนึ่งที่กำลังเนรมิตสร้างสถานที่คับแคบนั้น กำลังเป็นเหตุให้สถานที่คับแคบนั้นเปิดออกกว้าง
• มีเสียงหนึ่งที่จะเข้าไปในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังจัดการกับกองกำลังฝ่ายวิญญาณที่ได้ยื้อแผนการณ์ของพระเจ้า เพื่อความก้าวหน้าแห่งพันธสัญญา
• มีเสียงหนึ่งที่กำลังเสียดแทงเข้าไปในประเทศจีน ณ เวลานี้ ซึ่งกำลังพูดว่า “เส้นทางสายไหมใหม่แห่งการค้าได้ถูกพัฒนาขึ้นแล้ว”
• มีเสียงหนึ่งที่กำลังเป็นเหตุให้หนทางของพวกเจ้าถูกเรียงตัวกันในวิถีทางใหม่
• มีเสียงหนึ่งที่กำลังเป็นเหตุให้พวกเจ้าเข้ามาจากเบื้องหลัง เพื่อที่จะล้ำหน้าและเข้าครอบงำโครงสร้างหนี้สิ้นที่ได้พยายามที่จะล้ำหน้า และเข้าครอบงำพวกเจ้าในฤดูกาลที่แล้วมา และสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
• มีเสียงหนึ่งที่กำลังจัดเรียงตำแหน่งโครงสร้างต่างๆ ของบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยว่าโครงสร้างต่างๆ ของบรรดากษัตริย์ทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกนั้น เวลานี้ก็กำลังถูกจัดเรียงตำแหน่งใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว
• มีเสียงหนึ่งในศิโยน! ศิโยนกำลังถูกสถาปนาในชั่วโมงนี้บนแผ่นดินโลก พระเจ้าจะบัญชาพระสุรเสียงออกมาจากศิโยนที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของประชาชาติต่างๆ
ลีแอน สไควร์, จอห์น ดิ๊กสั้น, และ เจมส์ วิ้นเส้นท์ พร้อมกับกลุ่มนักดนตรี นำโดย ช้าด ฟอกซ์เวิร์ธ ได้เข้ามาในหน้าต่างแห่งการเผยพระวจนะอันน่าทึ่ง! บทเพลงขององค์เจ้านายได้หลั่งออกมา
“ชนทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกเชื้อชาติกำลังรวมตัวกันร้องในบทเพลงทั้งหลายแห่งศิโยน นี่คือเพลงรัก นี่คือเพลงรบ นี่คือเพลงแห่งอาณาจักร นี่คือเพลงแห่งการที่บัลลังก์ทั้งหลายถูกคว่ำลง บริสุทธิ์แด่พระเมษโปดก บริสุทธิ์! บริสุทธิ์! จงดู พระองค์ผู้ยืนอยู่เหนือภูเขา จงดูพระองค์ผู้ยืนอยู่พร้อมกับการเยียวยารักษาในพระหัตถ์ของพระองค์ จงดูพระองค์ผู้ยืนอยู่เหนือภูเขา ทรงสวมมงกุฎในความสง่างามของพระราชา พระองค์คือกษัตริย์ของพวกท่าน ภูเขาก็อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ บริสุทธิ์แด่พระเมษโปดก! บริสุทธิ์! บริสุทธิ์!”
ขอพระพรมากมายจงมีแด่ท่าน
Chuck D. Pierce
Glory of Zion International Ministries
Email: chuckp@glory-of-zion.org
วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ความฝัน: อาณาจักรแห่งความมืด
มีน้องคนหนึ่งยืนสอนผมเกี่ยวกับการถูกขัดขวางในมิติฝ่ายวิญญาณ ที่ทำให้คำอธิษฐานถึงพระเจ้าช้าลง
โดยมีซาตานซั่งเป็นมังกรขวางอยู่หน้าประตูสวรรค์ - (น้องคนที่ผมเห็นในฝันนั้น ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมคิดว่าน่าจะเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้าที่มาบอกผม ในรูปของเด็กคนนั้น)
ในอวกาศนั้นมีเส้นทางที่สามารถไปให้ถึงพระบัลลังก์ของพระเจ้าได้
โดยเป็นทางที่โค้ง แคบและต้องอาศัยแรงเหวี่ยงในการเคลื่อนผ่านไป แต่แล้วสุดทางก่อนเข้าสู่ประตูสวรรค์ชั้นที่สามนั้นก็มี
ความหนักและแคบ ซั่งเป็นการขัดขวางครั้งสุดท้ายก่อนที่จะพบพระเจ้า
มีมังกรใหญ่ซึ่งก็คืองูดึกดำบรรพ์อยู่ที่นั้นเอง
มันสร้างบรรยากาศแห่งความชั่วที่นั่นเพื่อเป็นสภาพที่เหมาะต่อการสร้างบัลลังก์ของมันเอง
คือที่ที่สูงสุดที่สุดของสวรรค์ชั้นที่สองนั่นเอง
แต่โดยคำอธิษฐานและโดยการขับเคลื่อนของพระวิญญาณ จึงสามารถขยายทางที่แคบนั้นได้และเมื่อผ่านไปได้โดยการทรงนำของพระวิญญาณแล้ว บนแผ่นดินโลกจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง
ในพระธรรม เอเฟซัส บทที่ 6:12 ได้บอกเราเกี่ยวกับระดับขั้นของสิ่งที่ีอำนาจของอาณาจักรซาตานบนฟ้าอากาศ โดยเริ่มต้นจากการเรียงสิ่งที่มีอำนาจน้อยไปหามาก ซึ่งหากเราทำความเข้าใจเราจะรู้ยูทธศาสตร์ของมันและต่อสู้กับมันได้ ซึ่ง ความแข็งแกร่งของอาณาจักรของมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "การสรรเสริญ" แต่สรรเสริญสิ่งที่อยู่ในอาณาจักรของมัน นั่นคือสิ่งของของ "ความมืด"
หากเจาะลึกให้เห็นภาพได้ก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากทีเดียว...
การสรรเสริญพระเจ้า ด้วยจิตวิญญา่ณและความจริง เป็นยุทธศาสตร์ของพระเจ้าขั้นสูงสุด เพราะเมื่อที่ใดที่มีการสรรเสริญ พระเจ้าก็ทรงเสด็จลงมาประทับเหนือคำสรรเสริญเหล่านั้น พร้อมกับความสง่างามของพระองค์เองด้วยเช่นกัน...
วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การเจิมของเอลียาห์
พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ออกมาจากแหล่งที่อยู่เดิมของเขาในช่วงเวลาที่อิสราเอลเต็มไปด้วยความเสื่อมถอยฝ่ายวิญญาณ เวลาที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายมากมาย เวลาที่ไสยศาสตร์ครอบครองทั้งเมือง และแน่นอน การเจิมของเขาจะมาเพื่อช่วยให้จิตใจของชาวอิสราเอลกลับมายังพระทัยของพระบิดาอีกครั้ง ในยุคของเราก็เป็นเวลาที่มืดมนและต้องการการเจิมแบบเอลียาห์ที่จะเข้ามาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เหตุใดเราต้องรับรู้เกี่ยวกับชีวิตของชายคนนี้ ก็เป็นเพราะว่า การเจิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับจากรพระเจ้านั้นคือการเจิมของเอลียาห์ (เราไม่นับฤทธิ์เดชของพระเยซูเพราะพระองค์เป็นที่สุดของจักรวาล เป็นพระเจ้าของเรา เอเมน !!) แม้แต่การเจิมที่มากกว่าเป็น 2 เท่าที่เอลีชาได้รับนั้นก็ยังเป็นการเจิมของเอลียาห์อยู่ดี
วันแห่งความมืดมิด
เมื่อเราเท้าความย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ภายใต้การครอบครองของกษัตริย์ ซาอูล ดาวิดและโซโลมอน เป็นเวลา100ปี ที่อิสราเอลประสบกับสันติสุข ความเป็นหนึ่งเดียว และความมั่งคั่ง แต่เป็นเพราะเรโฮโบอัมทำผิดที่ไปเชื่อคำปรึกษาของสหายน้อยประสบการณ์และปฏิเสธคำปรึกษาของนักปราชญ์ ก่อให้เกิดความแตกแยกในอิสราเอล เป็น 2อาณาจักร อาณาจักรเหนือ คืออิสราเอล มีเมืองหลวงคือสะมาเรีย และอาณาจักรใต้คือ ยูดาห์ มีเมืองหลวงคือเยรูซาเล็ม โดยอิสราเอลที่กษัตริย์ 19 คน เป็นกษัตริย์ชั่วทั้งหมด อาณาจักรยูดาห์ มีกษัตริย์ 17 คน เป็นกษัตริย์ดี 8 พระองค์ และเป็นกษัตริย์ชั่วถึง 9 พระองค์ พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ ไปยังอาณาจักรอิสราเอล เป็นอาณาจักรเหนือ เพราะนั่นเป็นเวลาที่ความมืดมิดได้ถึงจุดขีดสูดของความชั่ว เท่าที่อิสราเอลเคยมีมา
พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า กษัตริย์อาหับได้ปกครองและมีนางเยเซเบลเป็นมเหสี ซึ่งพ่อของนางเป็นกษัตริย์ของเมืองไซดอน และเป็นปุโรหิตของพระบาอัล เมืองไซดอนเป็นศูนย์กลางการนมัสการพระเทียมเท็จ ชื่อ “บาอัล” ทั้งๆที่มันเป็นวิญญาณชั่วตัวหนึ่ง แต่คนอิสราเอลเรียกมันว่า “พระ” เพราะเหตุแห่งความมืดบอดแห่งจิตวิญญาณ เยเซเบลมีพ่อเป็นหัวหน้าลัทธิ “บาอัล” ในสมัยนั้น และแน่นอน นางเองก็เป็นผู้นำลัทธิอันชั่วร้ายนี้ในอิสราเอลเช่นกัน ลัทธินี้สอนเกี่ยวกับการบูชาผีแห่งความวิปริตทางเพศ (Demon of Sexual Perversion) และสอนเกี่ยวกับ การบูชาวิญญาณแห่งความรุนแรง โดยการฆ่าเด็กบูชายัญแก่พระเทียมเท็จเหล่านี้
ทุกวันนี้หากเราดูในสังคมของเราสามารถเห็นการงานของพระเทียมเท็จและวิญญาณของเยเซเบลนี้ยังคงทำงานอยู่ในทุกชั่วอายุคน แม้ชื่อของพระจะเปลี่ยนไป แต่เอกลักษณ์และวิธีการชั่วร้ายของมันยังไม่เปลี่ยน มันปรารถนาการฆาตกรรม การทำแท้ง การกระทำผิดศีลธรรมทางเพศ (รักร่วมเพศ ร่วงประเวณี กับคน สัตว์ และแม้แต่รูปเคารพ) แค่คุณเปิดโทรทัศน์ดู ก็จะได้เห็นการงานของวิญญาณชั่วเหล่านี้มีอยู่ดาษดื่น... สิ่งที่เป็นเหตุให้วิญญาณเยเซเบลเข้ามาได้คือ “ความแตกแยก” (Division) เริ่มต้นจากเราแตกแยกกับพระเจ้า ชนชาติหนึ่งแตกจากชนชาติหนึ่ง สามีแยกทางกับภรรยา หรือแม้แต่คริสตจักรแตกแยกกันเอง ความแตกแยกทุกแบบที่ได้กล่าวมานี้เอง เป็นประตูให้กับวิญญาณเยเซเบลสามารถเข้ามาควบคุมและครอบครอง นี่เป็นเหตุที่เปาโลกล่าวถึงบาปที่ต้องห้ามนี้ในหนังสือกาลาเทียบทที่ 5
เมื่อความมืดมิดที่สุดมาถึงและสามารถจับต้องได้ นั่นเป็นเวลาที่คนทั้งหลายจะร้องหาแสงสว่าง เป็นเวลาที่การเจิมของพระเจ้าจะเทลงมานั่นคือการเจิมอย่างเอลียาห์ เวลาของเอลียาห์ไม่ใช่เวลาแห่งพระสิริของพระเจ้า หลายๆครั้งที่เราร้องเพลง “นี่เป็นเวลาของเอลียาห์” เราไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า เวลาของเอลียาห์นั้น คือเวลาแห่งไสยศาสตร์ เวลาแห่งความวิปริตทางเพศ เวลาแห่งความมืด เวลาแห่งความโลภ เวลาแห่งความเศร้าโศก เวลาแห่งการฆาตกรรม และความแตกแยก ดังนั้นเมื่อเราร้องเพลงนี้ เรากำลังพยากรณ์ว่า เวลานี้เป็นเวลาที่การเจิมของเอลียาห์กำลังจะเกิดขึ้น เพราะความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลในเวลานั้นก็ไม่ได้ต่างไปกับเวลานี้ที่เรามีชีวิตอยู่เลย เราต้องการแสงสว่างแห่งพระวิญญาณของพระเจ้ากันสิ้นทุกคน การเจิมของพระเจ้าที่ประชากรของพระองค์ไม่เคยสัมผัสกำลังรอเวลาที่จะระเบิดออก
พระเจ้าทรงต้องการบุคคลผู้นั้นที่จะรับพระบัญชา รองรับพระทัย และรองรับฤทธานุภาพแห่งการเจิมของพระองค์ ในการหันใจพ่อกลับมาหาลูก และหันใจลูกกลับมาหาพ่อ ดั่งในอดีตที่พระองค์ทรงเจอคนที่ใช้การได้มาแล้วอย่างเอลียาห์นั่นเอง เขาผู้นี้จึงเป็นบรรพบุรุษแห่งความเชื่อที่สร้างทางเดินให้แก่เราแล้ว
การทรงเรียก
1 พงค์กษัตริย์ 17:1 ได้บอกแก่เราว่า ฝ่ายเอลียาห์เป็นชาวทิชบีและได้อาศัยอยู่ในกิเลอาด นี่เป็นบทแรกที่พูดเกี่ยวกับชีวิตของชายผู้นี้ ไม่มีใครู้จักชีวิตของเขา ที่อยู่ของเขา บ้าน หรือครอบครัวของเขา การที่พระคัมภีร์เริ่มต้นเรื่องของเอลียาห์อย่างทันทีทันใด ไม่มีจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับชีวิตของเขานั้น ผมอยากจะให้ความเห็น ณ จุดนี้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราทุกคนรู้ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นแก่ผู้ใด พระเจ้ามิได้สนใจอดีตของเรา เราเป็นลูกใคร เรารวยหรือจน เราเกิดที่ใด บ้านนอกหรือเมืองหลวง อายุน้อยหรือแก่อาวุโส เรียนดีหรือไม่ หรืออื่นๆนั้น พระเจ้าทรงเห็นว่าไม่เป็นเรื่องที่สำคัญเลย ขอแค่เราเป็นคนที่พระองค์ใช้การได้ โดยการตอบสนองการทรงเรียกเท่านั้น ผมแอบคิดว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าเรียกคนอื่นๆก่อนเอลียาห์ไหม? แต่มีเพียงเอลียาห์เท่านั้นใช่หรือไม่ที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า? ผมคิดว่า พระองค์ทรงเรียกหลายๆคนพร้อมๆกัน แต่พระองค์ก็ทรงรู้ก่อนแล้วว่าจะมีเพียงเอลียาห์เท่านั้น ชีวิตของเราก็เช่นกัน กี่ครั้งที่พระเจ้าเรียกท่านและท่านยินดีทำตามเสียงนั้น? เรายินดีที่จะเป็นตามที่พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับเราหรือไม่? ยินดีที่จะเดินบนหนทางที่ไม่สวยหรูหรือไม่? ผมคิดว่าพระเจ้ายังคงถามพวกเราเช่นนี้อยู่เสมอ
พระองค์ยังทรงแสวงหาคนเป็นอิสระต่อภาระผูกพันของโลกนี้เสมอ เช่น อิสระจากครอบครัว(บางคนพระเจ้าทรงเรียกให้เขาปราศจากครอบครัว ใครรับได้ก็รับเอาเถิด) อิสระจากพันธนาการแห่งอารมณ์(ผู้ที่ทำสิ่งใดก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์) อิสระจากประเพณีนิยม อิสระจากมลทินของโลกนี้ อิสระจากวัฒนธรรมที่ไร้ประโยชน์ พระเยซูจะต้องมาเป็นที่หนึ่ง พระองค์มิได้ทรงสนใจว่าเราเป็นลูกใคร หรือเก่งเพียงใด พระองค์ได้กล่าวไว้อย่างรุนแรงทีเดียวว่า ผู้ใดจับขันไถแล้วหันหลังกลับผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา พระองค์แสดงความต้องการของพระองค์ ทรงเรียกให้เราเป็นไทจากการติดพันอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลาย หากเราควบคุมหรือละทิ้งสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาไม่ได้ เรายังไม่ควรค่ากับการเจิมที่พระเจ้าจะประทานให้เพื่อปลดแอกให้แก่ประชากรของพระองค์ในยุคแห่งความเชื่อร้ายนี้ หากสิ่งใดที่ถ่วงท่านหรือหน่วงรั้งท่านจากพระเจ้าหรือจากหนทางของพระองค์ ขอให้ท่านแน่ใจว่า ท่านจะละทิ้งมันเพื่อจะได้พระเยซูคริสต์เป็นรางวัลแห่งชีวิต
ฝ่ายเอลียาห์ชาวทิชบีผู้ซึ่งตั้งอาศัยอยู่ในกิเลอาด ได้ทูลอาหับว่า "พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด... จากประโยคนี้เอลียาห์ได้กล่าวและแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งปัจจุบัน พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า “เราเป็น” หรือ “ยาห์เวห์” นั่นเอง เอลียาห์ได้บอกจุดยืนของตนอย่างชัดเจนว่าท่านเองเป็นผู้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษซึ่งเหล่าอัครปิตา(อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ)ได้ปรนนิบัติเช่นกัน ซึ่งนี้ก็ยังขยายความให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งเขามีต่อพระเจ้าอย่างมาก เขาเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว เขามิได้กล่าวถึง กลุ่มหรือคณะที่เขาอยู่ เขาตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าเขาเพียงสิ่งเดียว และพระเจ้าก็ทรงลิขิตชีวิตที่ทรงพลังให้แก่เขา
เอลียาห์เผยตัวเองออกมาในเวลาที่มืดมิดที่สุดของชนชาติอิสราเอล เขาถูกเรียกให้เผยตัวออกมาในเวลาที่ความมืด ความตาย การฆาตกรรม การบูชาพระเทียมเท็จ และไสยศาสตร์ลัทธิ“บาอัล” ครอบครองทุกหัวระแหงของอิสราเอล ศีลธรรมทั้งสิ้นหมดความหมายอย่างสิ้นเชิง จิตวิญญาณของชาวอิสราเอลในวันเวลาเหล่านั้นอับจนหนทางทั้งสิ้นเมื่อเขาเลือกสิ่งอื่นแทนพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เขาทำบางสิ่งที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมายังแผ่นดิน พระเจ้าทรงเรียกให้เขาเผยพระวจนะเหนือแผ่นดินอิสราเอล เขากล่าวว่า จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท" 1 พงศ์กษัตริย์ 17:1 เขาเริ่มต้นพยากรณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วแผ่นดินของอิสราเอล สิ่งนี้เรียกว่า “การกันดารอาหาร” พระเจ้าเริ่มต้นที่จะตัดสิ่งที่จำเป็นแก่พวกเขาออกไปเพื่อให้เกิดการตื่นตัว และอยู่ในสภาวะที่ต้องดิ้นรนเพื่อตนเองอีกครั้ง บทเรียนฝ่ายวิญญาณจากสิ่งนี้สามารถสอนเราได้ตลอดหนทางการเดินกับพระเจ้า พระองค์ทรงรักเราและปรารถนาให้เราแสวงหาพระองค์และรักพระองค์ตอบเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลดีของเราเอง เมื่อเรารักพระเจ้าสิ้นสุดจิตสุดใจแล้ว แม้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นใดจะเกิดขึ้นกับเรานั้น พระองค์จะนำสิ่งร้ายมาก่อให้เป็นผลดีแก่คนที่รักพระองค์ คือผู้ที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์นั้น แต่ถ้าหากเราเป็นเพียงอุ่นๆ เหยียบเรือสองแคม พระองค์ผู้ทรงรักเรานั้นก็จะกระทำบางสิ่งให้เรากลับมาสู่การพึ่งพาพระองค์อีกครั้งหนึ่งให้จงได้ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และจะทำมากขึ้นในยุคของเรา ยุคที่ทุกคนมีความรักที่เยือกเย็น ยุคที่ความหลงผิดครอบงำจิตใจคนมากมาย และนี่เป็นเหตุที่พระองค์ทรงรอคอยเราเสมอ รอให้คนเขามาสู่ความรักในพระคริสต์ผู้พร้อมที่จะลบลืมบาปมากมายทั้งสิ้นของเรา
สิ่งเดียวกันในวันของเอลียาห์และวันของเรา
การกันดารอาหารก็เป็นเหตุร้ายหนึ่งที่จะเป็นโอกาสให้คนอิสราเอลได้คิดไตร่ตรองชีวิตที่นอกใจพระเจ้า เราถือว่าการมีพระอื่นนอกจากพระเจ้าเที่ยงแท้ หรือพระเจ้าแห่งอิสราเอลนั้น เป็นการร่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ บ่อยครั้งที่พันธะสัญญาเดิมขยายความการกระทำเช่นนี้ว่า เป็นสิ่งที่ลามก และน่าสะอิดสะเอียนต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าต้องการเจ้าสาวของพระองค์คืนมาจากเงื้อมมือของขโมยผู้ฉวยโอกาส การกันดารอาหารเป็นจุดเริมต้นของการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณนั่นเอง หากเราได้ดูในหนังสือปฐมกาลแล้ว เราจะรู้ว่า การกันดารอาหารในแต่ละครั้งนั้นส่งผลให้คนของพระเจ้าต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ดูตัวอย่างชีวิตของ อับราฮัม อิสอัค และ ยาโคบ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากให้เราได้ศึกษา เมื่อพระเจ้าทรงปิดประตูหนึ่ง พระองค์จะทรงนำเราด้วยการเปิดอีกประตูหนึ่ง สิ่งที่เราเลือกได้ก็คือ เดินผ่านประตูที่พระเจ้าทรงเปิดนั้น หรือ อยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนทั้งสิ้น คนที่มีสายตาฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้าจะเลือกเดินตามที่พระเจ้าทรงนำนั้น เพราะเหตุการณ์กันดารทำให้ยาโคบต้องหนีไปอียิปต์ โดยโยเซฟมีอำนาจและครอบครองอยู่ที่นั่น คนฝ่ายวิญญาณจะรู้จักสังเกตกาลเวลาและหมายสำคัญ เข้าใจพระทัยพระเจ้า และสามารถเลือกตามที่พระเจ้าต้องการได้
ภัยแล้งกำลังส่งเสียงกระซิบที่ดังก้องในวิญญาณจิตของคนยิวทั้งสิ้นว่า “กลับใจเสียใหม่ ๆ” และยังบอกแก่โลกในทุกวันนี้เช่นเดียวกัน เหตุที่เรื่องราวของเอลียาห์สำคัญมากสำหรับเราทุกคนที่อยู่ในยุคสุดท้ายนี้ เป็นเพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นภาพสะท้อนให้เราเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในนาทีนี้ เราทุกคนเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในวันเวลาของเอลียาห์นั่นเอง วิกฤติกาลทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งเช่นกันที่กระตุ้นให้คนทั้งโลกนี้กลับมาหาพระเจ้า ผมเชื่อว่าพระเจ้าพระเจ้าทรงยอมเลือกที่จะเขย่าสิ่งต่างๆรอบข้างเราเพื่อให้เราตื่นจากความเฉื่อยชาและตื่นจากการหลับไหลฝ่ายวิญญาณ แทนที่จะเอาชีวิตเราไปโดยไม่ได้ให้โอกาสเราในการแก้ตัว พระเจ้าประทานพระคุณเสมอแม้ในขณะที่เราเองเป็นคนบาปอยู่ พระคริสต์ทรงตายเพื่อเรา และพระเจ้าทรงหวังว่าเราจะตอบสนองความรักและพระคุณของพระองค์โดยเลือกที่จะเชื่อในพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เช่นกัน แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นพระเจ้าก็จะทรงเลือกที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้เรารู้สึกว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์แทนการเชื่อในตัวเองได้แล้ว
ภัยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นหมายสำคัญแห่งการเวลา เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระปัญญาของพระเจ้า เป็นวาระแห่งการเขย่าในยุคสุดท้าย ยุคที่จิตใจของคนแข็งกระด้างและยุคที่ความรักเยือกเย็นลง ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ เพราะพระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า
สดุดี 93:1
พระเจ้าทรงครอบครอง พระองค์ทรงสวมความยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงสวมฉลองพระองค์พระองค์ ทรงเอาพระกำลังคาดพระองค์ โลกได้สถาปนาไว้แล้ว มันจะไม่หวั่นไหว
ความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างนั้นมีมากเหลือล้น พระองค์สร้างทรงสิ่งในโลกให้เขาดูแลและครอบครอง เมื่อพระเจ้าทรงวางรากฐานของโลกนี้เอาไว้อย่างมั่นคงในครั้งแรกเริ่มนั้น พระเจ้าทรงมอบสิทธิอำนาจที่เพื่อครอบครอง แต่เมื่อมนุษย์หยิ่งทะนงและกบฏต่อพระเจ้า มนุษย์ขายสิทธิอำนาจให้แก่ซาตานที่จะครอบครองโลก พวกเขาพยายามที่จะเป็นผู้ปกครองที่ไม่ได้อยู่ภายใต้พระเจ้าอีกต่อไป ลืมการปกครองด้วยความดีงามของพระเจ้า พระองค์จึงต้องเขย่าโลกนี้เพื่อจะเรียกมนุษย์กลับมาหาพระองค์ เมื่อในฝ่ายกายภาพแผ่นดินไหวนั้น พระเจ้าก็ได้ทรงเขย่าท้องฟ้าสวรรค์ที่เป็นที่อยู่ของซาตานในฝ่ายวิญญาณเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้อาณาเขตในระดับพื้นผิวโลกต้องรับผลกระทบจากฝ่ายวิญญาณเช่นกัน
เมื่อความหยิ่งทะนงของมนุษย์มากยิ่งขึ้น แม้แต่พระเจ้าที่รักเรานั้นก็ช่วยเราไม่ได้และเลือกที่จะไม่ช่วยเรา เพียงชั่วขณะหนึ่ง จนกว่าเราจะถ่อมตัวลงมากพอที่จะไม่อ้าปากพ่นคำโอ้อวดคำโตออกมา แต่อ้าปากและยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายละทิ้งหนทางแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าก่อน หรือจนกว่าเขานั้นจะร้องเรียกพระเจ้าก่อน ดังตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้พยากรณ์เอาไว้เกี่ยวกับชนชาติของพระองค์เอง(ยิว)ว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับมาจนกว่าชนชาติที่ใจมืดบอดและแข็งกระด้างนี้จะร้องว่า ขอให้ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงทรงพระเจริญ!! เราสามารถจินตนาการได้ว่าพระเจ้าอนุญาตให้ศัตรูของเขาในเวลานั้น (ปฏิปักษ์พระคริสต์) บีบกดและข่มเหงจนเขาทั้งหลายจนมุม ไร้ทางออก สิ้นซึ่งปัญญาและความทะนงตัว คร่ำครวญด้วยน้ำตาไหลและใจที่หมดหวังทุกอย่าง และจากนั้นจึงจะเป็นฉากจบของหนังชีวิตที่แสนจะยาวนานของมนุษย์ชาติ การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล นั้นเอง
ในวันที่มืดมิดดังกล่าวนั้น พระเจ้าเองมิได้มีคำสั่งแรกให้เอลียาห์ให้ส่งการฟื้นฟูมา หรือส่งการเคลื่อนไหวใหญ่ของพระวิญญาณมา หรือการอวยพรด้วยสิ่งที่อัศจรรย์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะให้ใจที่แข็งกระด้างถูกคว่ำลงเสียก่อน โดยการใช้วิกฤตการณ์ทางด้านภูมิอากาศเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเองเป็นอย่างดีทีเดียว ถ้าเพียงแต่พระองค์จะถอดลมหายใจของมนุษย์ออกไป เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จบลงแล้ว แต่นี้เป็นวิถีที่ต่ำเกินกว่าพระเจ้าจะทรงคิดได้ เพราะหนทางของพระเจ้าไม่เหมือนหนทางของเรา ความคิดของพระองค์ก็ไม่เหมือนของเราเช่นกัน ทรงรอบคอบและกอปรด้วยพระกรุณา แค่เพียง “ความแห้งแล้ง” เท่านั้นที่พระเจ้าให้ แทนการที่มนุษย์เลือกที่เชื่อในพระและเทพที่แห้งแล้งเปล่าประโยชน์ แทนการเชื่อในความมั่งคั่งและร่ำรวยของตนแบบที่ปราศจากพระเจ้า
เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น คนที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเริ่มสะกิดใจและถามพระเจ้าว่าเป็นเพราะสิ่งใด ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างกษัตริย์ดาวิดสอนเรา เมื่อชนชาติอิสราเอลประสบกับการกันดารอาหารอย่างใหญ่โตภายใต้การปกครองของท่าน ท่านเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องผิดปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องถามพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบท่านว่า ซาอูลได้ฆ่าชาวกิเบโอนซึ่งในอดีตเคยทำพันธสัญญากับโยชูวานั้น จึงเป็นเหตุให้เกิดภัยแล้งในอิสราเอล ดาวิดจึงไปหาชาวกิเบโอนและถามว่าควรจะรับผิดชอบกับสิ่งนี้อย่างไร ชาวกิเบโอนจึงบอกว่าให้เอาลูกชายของกษัตริย์ซาอูล7คนมาแขวนคอโทษฐานที่หักพันธสัญญา เมื่อได้ลงโทษตามนั้นแล้วการกันดารอาหารในอิสราเอลหยุดลงทันที เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้จากตัวมนุษย์เอง บ่อยครั้งที่เราโทษพระเจ้าทั้งๆที่เป็นความผิดของเราเอง อย่าลืม!! พระเจ้าทรงยุติธรรมและไม่เคยทำผิดพลาด อีกสิ่งหนึ่งที่สอนเราจากเรื่องนี้ก็คือ การหักพันธสัญญาหรือการผิดสัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ หรืออาจรุนแรงขนาดคำสาปแช่งมาเกาะกินตัวเราเองได้ ดังเช่นการกันดารอาหารที่เกิดขึ้น นั่นเอง
เมื่อเกิดภัยพิบัติเช่นนี้แล้ว เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ให้ทำสิ่งนี้สำเร็จแล้ว พระองค์จะทรงนำเราไปในทางใดต่อไป มีพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงตอบได้ เป็นการตอบโดยพาเราไปยังที่หนึ่งซึ่งเตรียมไว้ให้กับเราแล้ว
เครีท: สถานที่แห่งการเตรียมชีวิต
พระเจ้าให้เอลียาห์นำหมายสำคัญแห่งการกันดารมายังแผ่นดิน เพื่อจะนำการเปลี่ยนแปลงมายังใจชาวอิสราเอล และพระเจ้าเองก็นำการเปลี่ยนแปลงมายังใจของตัวเขาเองด้วย โดยทรงนำเขาไปยังลำธารเครีทเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง สิ่งนี้คืออะไร มีผลต่อชีวิตเอลียาห์อย่างไร? และมีความหมายอะไรต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่ออย่างไรบ้าง?
1 พงศกษัตริย์ 17:2-3 เขียนไว้ว่า แล้วพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า "จงออกไปจากที่นี่และหันไปทางตะวันออก และซ่อนตัวอยู่ที่ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
เมื่อเขาได้รับการเจิมแห่งการประกาศพระบัญชาของพระเจ้า (Declaration) พระเจ้าทรงเรียกเขาไปยังกระบวนการในการสร้างต่อไป คือการแยกตัวออกเป็นส่วนบริสุทธิ์ (Isolation) โดยให้เขาสนใจกับสิ่งใหม่ที่พระเจ้าตรัสต่อไปแทนที่การชื่นชมกับความสำเร็จในอดีต และกระบวนการของพระเจ้าก็ชัดเจนอย่างยิ่งที่จะมุ่งสร้างเราให้เหมือนพระองค์ เขาเป็นแบบอย่างที่ดีในเวลานี้ในการเชื่อฟังเสียงตรัสของพระเจ้า เพราะเมื่อเขาเชื่อฟัง เขาไม่หยุดอยู่กับที่ ประตูแห่งความสำเร็จในอดีตถูกปิดลง และประตูบานใหม่เปิดออก
บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่า ความสำเร็จในอดีตกลับเป็นตัวหน่วงรั้งความสำเร็จในภายหน้าอย่างร้ายกาจทีเดียว เมื่อเรามองอดีตด้วยใจเย้อหยิ่ง เราไม่ต่างไปกับซาตานที่คิดว่าตนมีวันนี้เพราะตนเองสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง และพระเจ้าไม่ร่วมงานกับเขาอีกต่อไป บทสรุปของความเย้อหยิ่งคือสิ่งที่ว่างเปล่า นี่คือเหตุที่พระเจ้าบอกว่า เราใช้คนโง่เขลาเพื่อให้คนฉลาดได้อับอาย ขอบคุณพระเจ้าที่เอลียาห์ไม่ถูกฉุดรั้งโดยอดีต แล้วตัวของคุณล่ะ?
1 พงศ์กษัตริย์ 17:4-6 ว่า เจ้าจะดื่มน้ำจากลำธาร และเราได้บัญชาให้กาเลี้ยงเจ้าที่นั่น" ท่านจึงไปและกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ท่านไปอาศัยอยู่ที่ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และกาก็นำขนมปังและเนื้อมาให้ท่านในเวลาเช้า และนำขนมปังและเนื้อมาในเวลาเย็นและท่านก็ดื่ม น้ำจากลำธาร
เครีทเป็นที่ๆหนึ่งในอิสราเอล ใกล้เมืองเยรีโค ถ้าหากเรายืนมองจากพื้นดินไปอย่างหน้าผา จะเห็นภูเขาเหมือนถูกตัดหรือถูกเรื่อยออกไป เป็นทัศนียภาพที่สวยงามที่หนึ่งในอิสราเอล ที่น่าสนใจคือ เครีท (Cherith) มีความหมายว่า ตัดออก ทำลาย เผาผลาญ หมายถึงเราจะได้รับการทรงนำไปยังที่หนึ่งที่เราเองได้รับการตัดแต่งหรือจะต้องตัดขาดจากบางสิ่งที่เป็นนิสัยเก่าความเชื่อแบบเก่าๆ ความคิดที่ไม่เหมือนของพระเจ้า ชีวิตที่อยู่ในบาป ความรักและหลงใหลในโลกนี้ ตัดขาดการงานของเนื้อหนังทั้งสิ้น ตามพระวจนะของพระเจ้าที่มุ่งจะชำระเราเสียใหม่ด้วยความจริง พระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง
ประสบการณ์ของผมในเครีทที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้นั้น เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและหนักหนาเอาการเลยทีเดียว ผมต้องทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงแรกของประสบการณ์แห่งเพ็นเทคอสในชีวิตของผม (รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า) พระเจ้าประทานพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุดซึ่งนั้นก็คือพระวิญญาณของพระเจ้า ส่วนผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนมากก่อนอย่างพ่อแม่ของผมก็คอยเป็นกำลังใจและนำสิ่งดีๆมาอย่างชีวิตของผม เครีทเป็นที่ที่น่าชื่นใจ เพราะแม้โลกนี้จะวุ่นวายสักเพียงใด พระเจ้าทรงเลี้ยงดูไม่ขาด ผมสัมผัสการเจิมได้ตลอดเวลาเหมือนน้ำในลำธารเครีทที่เลี้ยงดูอย่างดี พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆอย่างง่ายดาย เพียงแค่คิดเท่านั้นทุกสิ่งก็จะบันดาลมาอยู่ตรงหน้า นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นกับผมในเวลานั้น และเอลียาห์ก็เช่นกันที่มีอีกาของพระเจ้ามาเลี้ยงดูอย่างดี น้ำในลำธารชั่งน่าชื่นใจเสียจริงๆขณะที่ชาวอิสราเอลในเวลานั้นต้องเจอกับการกันดารที่หนักหนา
ขนมปังในเครีทเปรียบดัง“พระพร”ที่พระเจ้าประทานมาอย่างมากมายเพราะเรามีการเจิมและการทรงสถิตของพระเจ้าที่คอยเลี้ยงดู เหมือนเราเป็นหีบพันธสัญญาที่นำความมั่งคั่งมาให้ทุกที่ที่เราไป น้ำในลำธารเครีทเปรียบเสมือน “การเจิมของพระวิญญาณ”ที่สดใหม่ทุกเวลา เราขนลุก เราหัวเราะ เราร้องไห้และเทใจออกมาต่อพระเจ้าอย่างจริงใจ เราสัมผัสได้ถึงไฟที่ร้อนอยู่ภายในจนตัวเราแทบระเบิดให้ได้ เราได้รับนิมิตที่นี่ เป็นที่ที่ทรงพลัง มีคนมารับการเจิมจากเรา เราเผยพระวจนะ การเห็นการอัศจรรย์ เราอธิษฐานบ่อยมากเพราะเชื่อมต่อกับพระเจ้าที่นี่ได้ง่ายมากๆ และเราคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ชั่วนิรันดร
แต่อย่าลืมและหลงประเด็น ทุกสิ่งทุกอย่างยังจะไม่จบลงที่นี่ เพราะการทรงสถิตที่รุนแรงเช่นนี้มีเพื่อวัตถุประสงค์แห่งเครีทของพระเจ้าจะสำเร็จในชีวิตของเรา (ทำลายชีวิตเก่า สารภาพบาปและตัดขาดจากบาป ทำลายเนื้อหนังที่กบฏต่อพระเจ้า หักล้างคำแช่งสาปในอดีตและในสายตระกูล การบำบัดภายใน การจัดการกับวิญญาณชั่วที่อยู่ในเราและมีอิทธิพลต่อเรา การยอมจำนนต่อพระวิญญาณของพระเจ้า การสร้างความคุ้นชินกับพระเจ้าและเสียงของพระองค์ การฝึกฝนเราในการเจิมของพระเจ้าเพื่อทำพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำ และสุดท้ายคือการตายต่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง) และการทรงสถิตของพระเจ้าแบบนี้จะอยู่กับเราเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพื่อพยุงเราไว้ เหมือนเด็กเพิ่งคลอดและพ่อแม่ใกล้ชิดไม่ห่าง เราจะต้องโตขึ้นและเดินด้วยตัวเองวันหนึ่งข้างหน้า เพราะลำธารเครีทแห่งนี้กำลังแห้งลงทุกทีๆ แย่แล้ว!! เราจะต้องออกแรงของตัวเองแล้ว!!
เราไม่มีวันรู้ว่าพระเจ้าทรงนำเราไปทางไหน? สร้างเราแบบไหน? เราอยู่จุดในบนเส้นทางของพระเจ้า? นานเท่าไร? 1ปี? 5ปี? เราเก่งแล้วหรือยัง? เราไม่มีวันรู้ได้เลย เพียงแต่เราตระหนักได้ว่า นี่คือกระบวนการของพระเจ้า (Divine Process) พระเจ้าจะนำเรามายังเครีท (แม้คุณจะต้องการหรือไม่) พระองค์จะดึงเราออกจากฝูงชน และนำเรามายังการชำระจนเราจะเป็นผู้ที่ใช้การได้และนำเราไปยังจุดหมาย
จงจำไว้ว่า “คนที่เข้าสู่เครีท เป็นผู้ที่กำลังเดินไปสู่จุดหมายของพระเจ้า” อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ โยเซฟ โมเสสเอลียาห์ ดาวิด ดาเนียล เปโตร เปาโล ยอห์น และแม้แต่พระเยซูเองล้วนเคยผ่านเครีทของพระเจ้าทั้งสิ้น และคุณก็เช่นกัน!!
(34:55)
เครื่องบูชาที่อยู่บนแท่นบูชาของเอลียาห์ ได้รับการตอบด้วยไฟเพราะเหตุแห่งคำอธิษฐานด้วยความถ่อมใจฉันใด จิตใจที่ถ่อมและแตกสลายของชาวยิวที่มีต่อพระเจ้าที่ได้อธิษฐานเชิญพระองค์มานั้น ก็จะได้รับการตอบด้วยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เจ้าฉันนั้น
วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554
ถ้อยคำแห่งความบริสุทธิ์...

มัทธิว 5:8:
ผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ก็เป็นสุข เขาจะได้เห็นพระเจ้า
1 โครินธ์ 4:4:
ความรู้สึกผิดชอบคงบอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าไม่มีความผิดเลย แต่ก็ไม่ได้หมายว่าข้าพเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
องค์พระเป็นเจ้าเท่านั้นจะเป็นผู้ชันสูตรและตัดสินข้าพเจ้า ดังนั้น
1 โครินธ์ 5:7:
จงเอาเชื้อบาปนี้ออกไปเสียให้หมด เพื่อพวกท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ
1 โครินธ์ 5:8:
ดังนั้น จงให้เรามาเลี้ยงฉลองกันเถอะ ไม่ใช่ด้วยขนมที่มีเชื้อบาปและการผิดศีลธรรม
แต่ด้วยขนมปังไม่ใส่เชื้อ อันได้แก่ความบริสุทธิ์และสัจจะ
2 โครินธ์ 7:1:
มิตรที่รัก! พระเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสสัญญาไว้แก่เรา ฉะนั้น จงทำตัวให้บริสุทธิ์หมดจด
หลีกพ้นจากทุกสิ่งที่จะมาทำให้ร่างกายเรา หรือจิตของเราเป็นมลทินไป
ให้เราถวายตัวแก่พระเจ้าจนหมดสิ้น ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างเกรงกลัวพระเจ้า
ฟีลิปปี 2:15:
เพื่อว่าท่านจะเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคนชั่ว ท่านเป็นบุตรที่ดีพร้อมของพระเจ้า
จงส่องแสงท่ามกลางเขาเหมือนดาวที่ส่องแสงอยู่ในท้องฟ้า
ฟีลิปปี 4:8:
พี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอสรุปว่า ทุกสิ่งที่ดีงามสมควรแก่การสรรเสริญ
สิ่งใดที่เที่ยงแท้ สูงส่ง ถูกต้อง บริสุทธิ์ น่ารักและน่านับถือ จงมีอยู่ในใจท่าน
โคโลสี 1:22:
แต่บัดนี้พระเจ้าทรงกระทำให้ท่านเป็นมิตรทางความตาย ฝ่ายร่างกายของพระบุตรของพระองค์
เพื่อจะนำท่านมาเข้าเฝ้าพระองค์ ให้ท่านเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ และปราศจากที่ติ
1 เธสะโลนิกา 3:13:
เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์ทรงทำให้ท่านมีจิตใจมั่นคง ท่านจะได้เป็นบุคคลที่ดีพร้อม
และบริสุทธิ์เฉพาะพระเจ้าของเราและพระบิดา เมื่อพระเยซูเจ้าของเราเสด็จมากับบรรดาคนทั้งปวงที่เป็นของพระองค์
1 เธสะโลนิกา 4:3:
นี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่าน พระองค์ทรงประสงค์ให้ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เว้นเสียจากการผิดประเวณี
1 เธสะโลนิกา 4:7:
พระเจ้าไม่ได้ทรงบอกเราให้ดำเนินชีวิตอย่างผิดศีลธรรม แต่ให้ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์หมดจด
1 ทิโมธี 1:5:
ที่สั่งเช่นนี้ก็เพื่อให้เขารักอย่างบริสุทธิ์ใจ มีสามัญสำนึกที่แจ่มใสและศรัทธาอย่างจริงจัง
1 ทิโมธี 2:15:
สตรีจะรอดได้โดยเป็นมารดาถ้าเธอพากเพียรในความศรัทธา ความรักและความบริสุทธิ์ ด้วยความสงบเสงี่ยม
1 ทิโมธี 6:14:
ให้ท่านเชื่อฟังคำสั่งนี้และระวังรักษาตนไว้ให้บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน จนกระทั่งถึงวันที่พระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมา
2 ทิโมธี 2:22:
จงหลีกเลี่ยงอารมณ์ร้อนแรงเยี่ยงคนหนุ่ม และทำตามความยุติธรรม ความศรัทธา ความรัก ความสันติสุข ทำตนให้เข้ากันได้กับผู้ที่ร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ทิตัส 2:14:
พระองค์ทรงพลีชีวิตเพื่อเรา ช่วยเราให้พ้นจากความชั่วช้าทั้งปวง และทำให้เราซึ่งเป็นของพระองค์แต่ผู้เดียว
เป็นคนบริสุทธิ์หมดจด เป็นผู้ที่กระตือรือร้นจะกระทำดี
ฮีบรู 12:10:
บิดาที่เป็นมนุษย์ลงโทษเราตามที่ท่านเห็นสมควรในขณะที่เรายังเด็กอยู่
แต่พระเจ้าทรงลงโทษเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อว่าเราจะได้บริสุทธิ์หมดจดพร้อมเหมือนพระองค์
ยากอบ 3:17:
แต่สติปัญญาที่มาจากเบื้องบนนั้นบริสุทธิ์ และที่รองลงมาก็คือสงบสุข สุภาพ อ่อนโยนและเป็นมิตร เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ผลิตการกระทำดีขึ้นมาให้เราเก็บเกี่ยว ปราศจากใจอคติและหน้าไหว้หลังหลอก
1 เปโตร 1:16:
เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า "เจ้าต้องเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดเหมือนเราที่เป็นผู้บริสุทธิ์"
2 เปโตร 3:14:
เพื่อนเอ๋ย ขณะที่ท่านกำลังรอคอยวันนั้นอยู่ จงกระทำตนเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระเจ้า
และคอยท่าพระองค์ด้วยใจสงบ
วิวรณ์ 22:11:
คนชั่วก็ต้องทำความชั่วต่อไป คนที่เป็นมลทินก็ต้องเป็นมลทินต่อไป
คนดีก็ต้องทำความดีต่อไป คนที่บริสุทธิ์หมดจดก็จะบริสุทธิ์หมดจดต่อไป"
คำอธิษฐาน: พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงสร้างลูกให้สะอาด และ บริสุทธิ์ ให้ลูกเลือก และต่อสู้กับความเท็จแห่งยุคอันชั่วร้ายนี้
มีชัยเหนือกลอุบายที่มารร้า้ยวางไว้ ขอทรงตีสอนลูกด้วยพระหัตถ์แห่งความเมตตา เหมือนบิดาตีสอนลูกที่ตนชื่นชมนั้น...
ขอทรงมองที่พระคุณอันอุดมของพระองค์เอง ขอทรงหันเสียจากการชั่วทั้งสิ้นที่ลูกได้ทำ ขอทรงชื่นชมลูกด้วยเต็มพระทัย
โปรดสร้างลูกให้เหมือนพระองค์ "ลูกต้องบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์" ในนามพระเยซูเจ้า เอเมน...
วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554
สหายของพระเจ้า...

ผมได้รู้สึกและสัมผัสถึงภาระหรือความหนักหน่วงภายในใจ
เมื่ออธิษฐานอยู่ผมรู้ว่าพระเจ้าอยากจะให้วิงวอนเผื่อสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง
ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงรักประเทศไทยแต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเหมือนกัน
พระเจ้าทรงรักเราเพื่อเราจะเดินอยู่บนหนทางของพระองค์โดยมีความรักนำเราไป
แต่ถ้าลูกของพระองค์ไม่เดินตามทางที่พระองค์วางไว้ให้ พระเจ้าก็จะมีวิธีนำลูกๆกลับมา
อาจจะใช้วิธีเบาๆ ถ้าเราไม่ดื้อต่อพระเจ้า ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะกลับมาอยู่บนหนทางนี้อีก
แต่จากสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้จากคนไทย(แม้คนที่เรียกตนว่าเป็นคริสเตียน) ยังไม่ได้แสวงหาพระเจ้า
ในยามที่เดือดร้อนที่สุดเช่นในเวลานี้นั้นผมเองก็ต้องดิ้นรนที่จะแสวงหาพระเจ้า และพวกเราทุกๆคนเช่นกัน
ในพระธรรมอิสยาห์ 45:15 กล่าวว่า แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าแห่งอิสราเอลพระผู้ช่วยให้รอด
พระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์เพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่างที่เราไม่มีวันเข้าใจได้ทั้งหมด
แต่เรารู้ว่าพระองค์ทรงงซ่อนเพื่อเราจะแสวงหาพระองค์ในที่ลึกลับ (อาจจะเป็นห้องนอนหรือแม้แต่การสงบลงเพื่อคุยกับพระองค์ในใจ)
มีพื้นที่แห่งหนึ่งในฝ่ายวิญญาณที่พระองค์สร้างไว้เพื่อเราจะวิงวอนและสนทนากับพระองค์หน้าต่อหน้า อย่างผู้เผยพระวจนะโมเสส
พระเจ้าปรารถนาให้เราพบพระองค์ในห้องอภิสุทธิสถาน ห้องชั้นในสุด ความลับสูงสุด
เป็นที่ที่เราเท่านั้นที่"เห็น"และ"สัมผัส"พระทัยพระองค์ และพระองค์เท่านั้นที่"เห็น"และ"สัมผัส"จิตวิญญาณของเรา
พระเจ้าไม่ได้ต้องการฟังเสียงตะโกนของเราจากลานชั้นนอกที่ดังไปถึงห้องชั้นในสุด
ท่านไม่รู้หรือว่า พระเจ้าไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นนอกจาก "สหาย"
นี่จึงเป็เหตุที่เราต้องอธิษฐาน(พูดคุย)กับพระเจ้า
เติมใจเราด้วยพระทัยของพระองค์...
วิงวอนเพื่อลูกๆของพระองค์อีกมากมายในประเทศนี้จะมาพบรักกับพระองค์...
ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไป...
พระเจ้ายังต้องการเราเสมอ มีใช่แค่เพียงรอดแล้วก็ไปทำอะไรๆได้อีกมากมาย
เรื่องความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าในฐานะ"สหาย" ยังสำคัญเสมอทุกยุคสมัย
พระองค์ไม่เคยต้องการสิ่งอื่นแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เพียงแค่คำว่านี้เท่านั้น ที่พระองค์ต้องการจากเรา...
"สหาย" (เป็นเพื่อนกับพระองค์)