วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ความจริง?? แล้วไง??


พระเยซูทรงตรัสว่า พระองค์ทรงเป็น"ความจริง"
พระเยซูทรงตรัสกับหญิงที่บ่อน้ำของยาโคบว่า ผู้ที่นมัสการพระเจ้าจะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและ"ความจริง"...
พระเยซูทรงพระนามว่า ผู้ทรงสัตย์ซื่อและ"สัตย์จริง"
พระเยซูทรงตรัสว่า เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่"สัจจะ"(ความจริง) คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่าย"สัจจะ"ย่อมฟังเสียงของเรา
โมเสสผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าเขียนในเฉลยธรรมบัญญัติว่า พระศิลา พระราชกิจของพระองค์ก็สมบูรณ์ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์ก็ยุติธรรม พระเจ้าที่"เที่ยงธรรม"(ความจริง)และปราศจากความผิด พระองค์ทรงยุติธรรมและเที่ยงตรง
อัครทูตยอห์นเขียนในหนังสือยอห์น 1:17 ว่า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและ"ความจริง"มาทางพระเยซูคริสต์

คำว่า"ความจริง" ถูกกล่าวถึงในพระคำของพระเจ้า ถึง 233 ครั้ง ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่
ในภาษาฮิบรู "เอมูนาห์" = ความจริง ยังหมายถึง ความมั่งคงที่แท้จริง ความปลอดภัย ความซื่อตรงและถูกต้องในด้านศีลธรรม เที่ยงตรง แน่วแน่ ไม่สั้นคลอน...
ในภาษากรีก "อาเลเทีย" = ความจริง เช่นกัน...

ที่อยากจะแบ่งปันในเรื่องราวนี้ มีเหตุผลอะไร...??

นั่นคือ เราจะตอบสนองอย่างไรกับความจริงที่เกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับตัวเอง และ เกี่ยวกับผู้อื่น
เพราะ ความจริงไม่ได้ทำให้ทำให้ท่านเป็นไท...
แต่ การรู้ความจริงและตอบสนองต่อความจริงต่างหาก ที่ทำให้เราเป็นไท


หากเราต้องรักพระเจ้ามากขึ้น จงทำ!! หากเราต้องกลับใจใหม่และรับการชำระตัว จงทำ!! หากเราต้องรักผู้ื่อื่นมากขึ้น จงทำ!!

อย่าตอบสนองความจริงเหมือนที่พวกฟาริสีทำ.... เขาแค่รู้เท่านั้น... แต่พระคำเขียนไว้ว่า ผู้ที่ฟังบัญญัติไม่ทำให้เขาชอบธรรม แต่ผู้ที่ปฎิบัติตามต่างหากที่ทำให้เขาชอบธรรม...

วันนี้คุณตอบสนองกับความจริงอย่างไร...???

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

เอกลักษณ์ และภาระใจของพันธกรทั้งห้า(แบบสรุป)



สรุปและเรียบเรียงมาจากคำสอนของ Don Myer จากหนังสือ Five fold ministry made practical , Rick Joyner จากหนังสือ The Apostolic Ministry , Peter Wagner จากหนังสือ Apostles today

ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกเรียกว่าศิษยาภิบาล จะเป็นศิษยาภิบาลแท้ที่จริงแล้ว แต่เขาคือผู้ำนำแน่นอน บางคนอาจเป็นอัครทูต บางคนอาจเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนอาจเป็นศิษยาำิภิบาลจริง ถ้าพระเจ้าเรียกท่านให้มาเป็นผู้นำ ถึงแม้ว่าท่านอาจยังไม่ได้เป็นผู้นำในปัจจุบัน หรือกำลังจะเป็น หรือเป็นอยู่แล้ว ท่านสามารถเช็คตามข้างล่างนี้เพื่อดูว่าท่านมีของประทานอะไรในพันธกรทั้งห้าเพื่อท่านจะได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าเรียกท่ีานให้ทำจริง ขอย้ำอีกครั้งว่า คำว่า่ของประทานพันธกรทั้งห้าคือของประทานแห่งการเป็นผู้นำคริสตจักร เอเฟซัส 4:11-12

1. อัครทูต กุญแจ สำคัญของอัครทูตคือ สิทธิอำนาจ
- มีสิทธิอำนาจและความเป็นพ่อฝ่ายวิญญาณ
- เห็นภาพกว้าง เข้าใจการปกครองและระเบียบแผนงานของพระเจ้า (Divine order)
- ได้รับการบัญชาเรื่องพันธกิจจากพระเยซู(เห็นพระเยซู) ไม่ว่าจะผ่านนิมิตหรือโดยตรง
- ขับเคลื่อนโดยของประทานและเป็นแหล่งให้เกิดของประทาน
- ทำให้ผู้เชื่อถูกสร้างขึ้นบนพระเยซู (ร่วมกับผู้เผยพระวจนะวางรากฐานของคริสตจักร)
- เข้าใจและเห็นความสำคัญของคนใหม่คนเดียวในพระคริสต์ระหว่างคนยิวและคนต่างชาติ one new man
- ทำให้แผนการและเป้าหมายของพระเจ้าสำเร็จในผู้เชื่อ
- ส่งต่อของประทานและการทรงเรียก
- เห็นความสำคัญของการเป็นหนึ่งในพระกาย
- อัครทูตแนวตั้งจะบุกเบิกคริสตจักร และต้องสร้างระเบียบของพระเจ้าขึ้น (Divine order)
- อัครทูตแนวนอนจะทำให้คริสตจักรที่มีอยู่แล้วอยู่ในระเบียบของพระเจ้า Divine order

2. ผู้เผยพระวจนะ กุญแจสำคัญคือ การสำแดง
- ปลดปล่อยของประทานฝ่ายวิญญาณ
- ปลดปล่อยนิมิตและการสำแดงของพระเจ้า
- ถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์และความชอบธรรมเป็นพิเศษ
- ปลดปล่อยการทรงสถิตของพระเจ้า
- ส่งต่อของประทานฝ่ายวิญญาณ
- พูดถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าโดยสิทธิอำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิต
- วางรากฐานชีวิตให้ผู้เชื่อและงานรับใช้ให้อยู่บนพระคริสต์
- เป็นนักอธิษฐานวิงวอน และส่งต่อวิญญาณแห่งการอธิษฐานและอธิษฐานวิงวอน
- จดจ่อที่พระเจ้ามากกว่ามนุษย์

3. อาจารย์(ครูสอน) กุญแจสำคัญคือ ความจริงของพระวจนะ
- รักษาความถูกต้องในพระวจนะของพระเจ้า
- สำแดงความและถ่ายทอดความเข้าใจในพระวจนะ
- ปลดปลอยและปกป้องผู้เชื่อจากวิญญาณการหลอกหลวงและการหลงผิด
- นำการดำเนินชีวิตในภาคปฏิบัติตามคำสอนและหลักการของพระเจ้า
- สอนผู้เชื่อให้ดำเนินชีวิตตามหลักการของพระเจ้าไม่ใช่ตามสถานะการณ์

4. ศิษยาภิบาล กุญแจที่สำคัญคือ การเลี้ยงดู
- นำการหนุนใจ และการปกป้องมาสู่ผู้เชื่อ
- นำผู้คนให้มีความรักและห่วงใยซึ่งกันและกัน
- ทำลายวิญญาณความเป็นเอกเทศ การแยกตัวและความไม่มั่นคง
- นำความรักและความอบอุ่นจากพระเจ้าสู่ผู้เชื่อโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ
- อธิษฐานเพื่อและให้คำปรึกษาแก่แกะที่มีปัญหาโดยความรักของพระเจ้าผ่านการ บำบัดและปลดปล่อย
- เลี้ยงดูและให้อาหารฝูงแกะ
- นำความสนิทสนมทั้งฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าและผู้เชื่อกับผู้เชื่อให้เกิดขึ้น
- นำฝูงแกะของพระเจ้า

5. ผู้ประกาศ กุญแจ สำคัญคือ การตอบสนอง
- ช่วยผู้เชื่อให้เข้าใจและตอบสนองต่อคำสอนพึ้นฐานของพระครัมภีร์ เช่น ความรอด การชำระ …
- ท้าทายและหนุนใจผู้เชื่อให้บัพติศมาในพระวิญญาณ รวมทั้งของประทานในพระวิญญาณ โดยเฉพาะความเชื่อ การหายโรค การอัศจรรย์ ...
- ท้าทายให้ผู้เชื่อออกไปประกาศ
- ท้าทายให้พระกายตอบสนองต่อพระเจ้าในการห่วงใยคนหลงหายและคนยากจน
- ทำลายวิญญาณการแก้ตัวในการประกาศ วิญญาณความเกียจคร้านของพระกาย
- นำการกลับใจใหม่เรื่องบาป
- นำผู้คนให้รับเชื่อและมาเป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น

ขอบคุณบทความจาก http://sainasith.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

บัญญัติที่ใหญ่ที่สุด...

รักพระเจ้า - ไม่มีพระอื่นๆนอกจากพระเจ้าพระผู้สร้าง เชื่อฟังกฏเกณฑ์ของพระองค์ ฟังเสียงและปรนนิบัติด้วยใจร้อนรน ยินดีจนเนื้อเต้น บำรุงเลี้ยงวิญญาณจิตของเราด้วยพระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า (มัทธิว 4:4) แสวงหาพระเจ้าในฐานะของ ผู้รับใช้ สหาย บุตร และ เจ้าสาวของพระองค์ (มัทธิว 6:33)

รักตัวเอง
- มอบทุกสิ่งแด่พระเจ้า อะไรบ้าง?? - ภาระการงาน ทรัพย์สิน ชีวิต สิ่งที่ชอบ(อาจจะรวมถึงความบาปบางอย่างที่ยังรัก) ความอ่อนแอ (หลายๆคนคิดว่าพระเจ้าไม่ต้องการสิ่งนี้จากเรา คำตอบคือ พระเจ้าต้องการทั้งดีและไม่มี) และทุกแง่มุมในชีวิตของเรา..

" เราไม่สามารถมีทั้งหมดของพระเจ้าได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงได้ทั้งหมดของเรา..." - นี่คือประโยคแห่งความไพบูลย์ในพระคริสต์

พระเจ้าทรงเป็น พระเจ้าแห่งสรรพสิ่ง(Yahweh Sabaoth) หากเรามอบทุกสิ่งแด่พระองค์ เราเองจะรับศักดิ์ศรีเดียวกับพระองค์... อย่างไม่สามารถจินตนาการได้...

รู้รักว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ หยุดดูถูกตัวเอง พูดความจริงในพระคำที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา... มองชีวิตของเรา ผ่านเลนท์ของพระเจ้า...
พระเจ้ารักเราอย่างไร... เราต้องรักตัวเองอย่างนั้น เพราะเราคือพระฉายของพระองค์(ปฐมกาล 1:26)

รักคนอื่น - หากความสัมพันธ์ที่เรามีต่อพระเจ้า และต่อตัวเอง ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่แข็งแรง ก็จะยากมากสำหรับคนอื่นๆ โดยมองง่ายๆ
Ex หากเราไม่มีเงินเลย เราก็ให้เงินคนอื่นๆไม่ได้ ... เช่นกัน หากเราไม่มีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อพระเจ้าและต่อตัวเอง เราจะไม่มีสามารถรักผู้อื่นได้อย่างที่พระเจ้าต้องการ... หากเรารักพระเจ้าสุดๆ จริงๆ ในทุกแง่มุมของชีวิต เราจะรักตัวเอง และง่ายมากที่จะรักคนอื่น...

ที่โลกนี่ยังมีความรักอยู่อย่างนี้ เพราะมีคนที่รับความรักจากพระเจ้ามาแบ่งปันผู้อื่นอยู่เสมอ...
และที่โลกวุ่นวายอยู่ขณะนี้ก็เป็นเพราะมีคนที่ไม่เริ่มต้นรับความรักจากพระเจ้า แต่สร้างพระเจ้าขึ้นมาเอง(ตามความคิดของตน หรืออาจจะเป็นคริสเตียนด้วยก็ได้) และใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวไปวันๆ...


ในฐานะที่เราเป็นผู้เชื่อ พระกายของพระคริสต์ ผู้รับการไถ่ และเข้าส่วนในแผนการณ์นิรันดร์ของพระเจ้าทางคริสตจักรนั้น การประนีประนอมต่อโลกอาจจะทำให้เราพลาดบัญญัติสูงสุดข้อนี้ได้... "รักพระเจ้า รักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง" อย่าให้มันดังออกมาจากปากของเราเท่านั้นเพราะใครๆก็สามารถท่องได้และรู้ดี(ซาตานยังรู้เลย) แต่ชีวิตที่เราสำแดงออกนั้นจะต้องดังก้องอยู่ต่อพี่น้องในพระกาย ดังอยู่ต่อชาวโลก และดังอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วย...

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

ถ้าวันนี้ท่านกำลังท้อใจ...



ถ้าวันนี้ท่านกำลังท้อใจ

ความท้อแท้ใจเกิดขึ้นกับคนในทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย สำหรับคนที่เชื่อในพระพระเยซูคริสตเจ้า ก็หลีกไม่พ้นความรู้สึกแบบนี้ แม้แต่ผู้รับใช้พระเจ้าที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคน ก่อนประสบความสำเร็จก็ได้เผชิญกับความท้อแท้ใจครั้งใหญ่ในชีวิตมาแล้ว แต่เพราะเขาไม่ทิ้งความเชื่อ ไม่ยอมหยุดเดินไปกับพระเจ้า และในทางตรงกันข้ามเขากลับแสวงหาพระเจ้าผ่านการอธิษฐานวิงวอนมากยิ่งขึ้น พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อก็ได้ตอบคำอธิษฐานของเขา นำเขาหลุดพ้นออกจากความทุกข์ต่างๆที่ทำให้เขาท้อแท้ใจ

มี เรื่องเล่าและคำพยานมากมายของคนที่เชื่อในพระเจ้า เมื่อเข้าไม่หยุดในการแสวงหาพระเจ้าในยามที่เข้าท้อใจ เข้าได้พบกับความสุขที่ได้รับจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวของเธอ ทั้งสองมีความผูกพันกันมาก แต่ในวันหนึ่งเธอต้องสูญเสียลูกสาวที่รักของเธอไปกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นความเสียใจและความท้อใจอย่างใหญ่หลวงหลั่ง ไหลเข้ามาในจิตใจของเธอ มีคำถามมากมายในความคิด ทำไมพระเจ้าอนุญาติให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ ฯลฯ ในคืนวันหนึ่งเธอได้ขับรถออกจากบ้านไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย และได้พักในโรงแรมข้ามทางแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าห้องพักแล้วเธอไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ จึงหยิบพระคัมภีร์ที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงมาอ่าน ในคืนนั้นเธอได้อ่านพระคัมภีร์สดุดีตั้งแต่บทแรก ไปเลื่อยๆจนจบบทสุดท้าย และได้พบประสบการณ์ใหม่ในพระเจ้า เธอได้หลุดพ้นจากความเศร้าโศก ความท้อใจ และสามารถดำเนินชีวิตใหม่ไปได้อย่างมีความสุข

คนที่เป็นคริสเตียนมานานคนเคยได้ยินบทเพลงชีวิตคริสเตียน “จิตใจข้าสุขสบาย” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ให้กำลังแก่คนที่ผิดหวังท้อแท้ใจ ผู้แต่งเพลงนี้ชือ Horatio Spafford ได้แต่งเพลงนี้ ขณะที่เขาได้พบกับโศกนาฏกรรมที่น่าสะเทือนใจด้วยการจากไปของลูกสาว 4 คนพร้อมกันจากอุบัติเหตุเรืออัปปาง


[Horatio Gates Spaffor]

Horatio Gates Spafford (เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 1828, ที่ย่านทรอย เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา - เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1888, กรุงเยรูซาเลม) มีอาชีพเป็นทนายความ ที่เมืองชิคาโกเขาแต่งงานกับ Anna Tubena Larssen ในเดือนตุลาคม 1871 เกิดไฟใหม้ใหญ่ในเมืองชิคคาโก และไฟเกือบจะทำลายทุกอย่างที่เขาเป็นเจ้าของในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

สอง ปีต่อมาใน 1873 Spafford ตัดสินใจว่าครอบครัวของเขาควรจะใช้เวลาวันหยุดสักแห่งใน ยุโรป และเลือก อังกฤษ เพราะว่าเพื่อนของเขา D.L. Moody จะเทศนาสั่งสอนทีีนั้นในฤดูใบไม้ร่วง เขาให้ครอบครัวล่วงหน้าไปก่อนเพราะเขาต้องสะสางธุรกิจบางประการ เขาส่งหน้าภรรยาและลูกสาวทั้งสี่ของเขาข้าม มหาสมุทรแอตแลนติกในเรือกลไฟ Ville du Havre, เรือของพวกเขาชนกับเรือขนาดใหญ่ และทำให้คน 226 คนเสียชีวิตรวมทั้งลูกสาวทั้งสี่ Anna ภรรยาของเขารอดจากอุบัติเหตุนี้ และได้พักอยู่ในอังกฤษ Spafford ได้ลงเรือไปหาภรรยาที่อังกฤษขณะที่ผ่านตำแหน่งของการเสียชีวิตลูกสาวของเขา เขาได้แต่งเพลง "It Is Well With My Soul (จิตใจข้าสุขสบาย)" ขึ้น ภายหลังเหตุการณ์นี้ Anna ได้ให้กำเนิด ลูกชายอีก 1 คน และลูกสาวอีก 3 คน



จิตใจข้าสุขสบาย

เมื่อความสุขสำราญ ผ่านมาทางใจของข้า เมื่อทุกข์ทรมานพัดผ่านมา
When peace like a river attendeth my way When sorrows, like sea billows roll;

ไม่ว่าเกิดเหตุใด พระองค์สอนให้พูดว่า วิญญาณข้า สุขสบาย สุขหรรษา
Whatever my lot, Thou hast taught me to say "It is well, it is well, with my soul"

สุขสบาย จิตใจข้า สุขสบาย สุขสบาย จิตใจข้า
It is well, with my soul It is well, it is well, with my soul

ซาตานอาจราวี ความทุกข์อาจประดังมา แต่ข้าชื่นใจเพราะคำสัญญา
Though Satan should buffet, though trials should come, Let this blest assurance control

พระคริสต์ทรงรู้แล้ว ข้าเป็นผู้สู้ไม่ไหว จึงประทาน พระโลหิต เพื่อไถ่ข้า
That Christ has regarded my helpless estate, And hath shed His own blood for my soul.

บาปหนาซึ่งข้ามี ได้ตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ทรงรับไว้ ด้วยเอ็นดู
My sin, O, the bliss of this glorious thought, My sin not in part but the whole

เดี่ยวนี้บาปยกแล้ว ไม่คำนึงถึงอีกแลย ใจของข้า โมทนา พระเยซู
Is nailed to the cross and I bear it no more Praise the Lord, praise the Lord, O my soul

ขอโปรดเร่งเวลา เพื่อตาข้าจะได้เห็น เมื่อท้องฟ้าเปิดออก หมอกหายไป
O Lord, haste the day when my faith shall be sight The clouds be rolled back as a scroll;

พระคริสต์เสด็จมา พร้อมด้วยเสียงแตรสนั่น
The trump shall resound and the Lord shall descend,

ในคราวนั้นวิญญาณข้าสุขสบาย
"Even so" it is well with my soul

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แด่พระเจ้า... ผู้เดียว...

คำถาม: ใครจะสามารถแย่งเกียรติจากพระเจ้าได้...??

คำตอบ: ไม่มี...

นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถทำได้...

หรือถ้าทำได้จริงๆ... คนๆนั้นก็คงไม่ได้รู้จักพระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงเป็นจริงๆ...

I can't Steal the Honor From God""" (Only Satan Did...)

Coz I Know The God Whom I Believe"""

For He Is Strong and Mighty"""

Finish"""

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำเผยพระวจนะแก่ชมรมคริสเตียน ม.อ. 22/2/2010 -- 22:02

พระเจ้าตรัสว่า

ความรักของเราได้พัดผ่านเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว
ดูเถิดความยากลำบากที่เราให้เจ้าได้พบเจอนั้น มันได้ทำให้เจ้าเข้าใจถึงความรักของเรา...
สิ่งต่างๆจะไม่สำคัญอีกต่อไปหากปราศจากความรักของเราดูเถิด เราจะเทพระวิญญาณแห่งความรักและหนึ่งเดียวกันแก่เจ้า
ความแตกแยกจะไม่ทำให้เจ้าสั่นคลอนอีกต่อไป... ศัตรูของเจ้าคือศัตรูของเรา เรายืนเคียงข้างเจ้าใครจะต่อสู้เจ้าได้...

เราเป็นพระเจ้าผู้หวงแหน เราไม่ทำให้ผู้ใดเลยที่วางใจในเราได้ผิดหวัง... เรา พระเจ้าผู้ทรงรัก และจะรักเจ้าทั้งหลายเสมอไป...
ความตั้งใจของเราจะไม่สูญเปล่าในชีวิตของเจ้า... เพราะเราผู้เริ่มการดีนั้น จะทรงกระทำให้ความตั้งใจนั้นสำเร็จ

ดูเถิดเราจะเปิดท้องฟ้าบังคับบัญชาพระพรแก่เจ้า... เพราะเหตุแห่งความอดทน และพระคุณของเรา...


พระเจ้าตรัสดังนี้...

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำเผยพระวจนะที่มาถึงประเทศไทย โดย อ.แพทริเซีย คิง และ โจชูวา มิลล์

คำเผยพระวจนะที่มาถึงประเทศไทย โดย อ.แพทริเซีย คิง

ในการประชุมหัวข้อ “อนาคตแห่งพระสิริ”
“นี่เป็นเวลาของประเทศไทย พระเนตรของพระเจ้าจดจ่ออยู่ที่ประเทศไทย เพราะเนื่องจากว่าเจ้าเป็นผู้อารักขาถ้อยคำของเรา และเป็นผู้เชื้อเชิญให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของเราลงมาอยู่เหนือเจ้า ปีนี้จะเป็นปีที่วิญญาณแห่งสิงโตจะคำรามในประเทศของเจ้าให้เป็นประเทศแห่งพระสิริ เป็นประเทศแห่งการวิงวอน เป็นประเทศแห่งการเผยพระวจนะ

คำเผยพระวจนะที่มาถึงประเทศไทย โดย อ.โจชัว มิล

นี่เป็นปีที่พระเจ้าเองจะเคลื่อนไหวในประเทศไทย เป็นปีที่พระเจ้าจะเคลื่อนพระสิริของพระองค์ลงมาเหนือประเทศไทย จะเป็นปีที่พระเจ้าจะเคลื่อนไหวด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์จะปลดปล่อยยุทธศาสตร์ พระองค์เองจะบอกให้รู้ถึงยุทธศาสตร์ของพระองค์ว่าจะทำอย่างไรในเวลานี้ พระองค์จะเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศมลทินให้เป็นประเทศที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะปีนี้เป็นปีที่พระเจ้าจะนำประเทศไทยก้าวสู่พระสิริของพระองค์……………………………………..
ปี 5770 เป็นภาพดวงตาที่สะท้อนถึงพระเนตรของพระเจ้า ที่จดจ่ออยู่ที่คนของพระองค์ และเช่นเดียวกันสายตาของมารซาตานก็คอยจ้องเราด้วย ดังนั้นให้คนของพระเจ้าจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า ให้เอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน
ปีนี้จะเป็นปีที่พระเจ้าจะเคลื่อนจากการได้ยินเป็นได้เห็น พระเจ้าจะสำแดงสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นให้เรามองเห็น เราต้องขอพระเจ้าเปิดตาใจฝ่ายวิญญาณ ที่เราจะได้เห็นในสิ่งที่พระเจ้าจะทำในเวลาข้างหน้านี้
ขณะที่คนอื่นมองเห็นว่าสถานการณ์ของโลกกำลังย่ำแย่ แต่เราจะเห็นพระพรของพระเจ้ากำลังลงมา
ปีนี้เป็นฤดูกาลใหม่ที่พระเจ้าจะเคลื่อนเราไป เป็นปีของพระเจ้า และพระเจ้าจะทำงานผ่านเวลาและฤดูกาล
ถ้าเรารู้เวลาและฤดูกาลของพระเจ้า สิ่งที่เราทำจะสำเร็จตามช่วงเวลาที่พระเจ้าพาเราไปตามกำหนดของพระองค์
ในอาโมส 3:7 “แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงกระทำอะไรเลยโดยมิได้เปิดเผยความลี้ลับให้กับผู้รับใช้ของพระเจ้าคือผู้เผยพระวจนะ”
ใน 1 พงศาวดาร 12 :32 พูดถึงเผ่าอิสสาคาที่เข้าใจจังหวะเวลาและรู้ว่าอิสราเอลควรทำอย่างไร(พวกเขารู้ฤดูกาลและเวลาของพระเจ้า) พระเจ้าต้องการให้เรารับการเจิมแบบเผ่าอิสสาคาที่รู้เวลาของพระเจ้า เพื่อเราจะได้รับพระพรและสำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์