วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Spiritual Update 1

พระเจ้าตรัสว่า เวลาแห่งการพิพากษาในบ้านของพระเจ้ากำลังดำเนินไป ความทุกข์ยากลำบากใจและความไม่เข้าใจต่างๆนานา พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานและสมุนของมันทดลองเรา เพื่อที่จะก้าวไปสู่ความเชื่ออีกระดับหนึ่งที่พระพรของพระเจ้าในครั้งยิ่งใหญ่จะเทลงมา และเราจะพร้อมสำหรับสิ่งที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้า....

สิ่งที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้คือ การอดอาหารอธิษฐาน การขอบคุณพระเจ้าท่ามกลางความทุกข์ยากและไม่เข้าใจ แต่พระเจ้าสัญญากับเราว่าเราจะไม่โดนทดลองจนเกินกำลัง... เพราะพระหัตถ์ของพระองค์จะถลุงเราให้บริสุทธิ์ด้วยไฟแห่งการทดสอบที่พอเหมาะต่อกำลังความเชื่อของเรา.... ความเชื่อของแต่ละคนมีต่างๆระดับกัน... พระเจ้ายังตรัสอีกว่า สำหรับคนที่อยู่แบบอุ่นๆ ไม่ร้อนและไม่เย็นกับพระเจ้าและกับทุกสิ่ง พระองค์จะกระตุ้นเราด้วยความรักและความกระตือรือร้น จะเป็นการเติบโตของผู้เชื่อทุกคน และพระเจ้าจะทรงพอพระทัยจากผลที่เกิดขึ้น...

การสร้างของพระเจ้าจะเกิดขึ้นในระดับลึกของเรา ถ้าใครมี ความขมขื่น การถูกปฎิเสธ ความโกรธ ความน้อยใจ ความเศร้าโศก ความเหงา ความเหนื่อยล้า ความโสโครกในความคิด ความรุนแรง การบ่นนินทา การวิวาท การไม่ยกโทษ ถูกล่อลวงจากวิญญาณชั่ว บาปเรื่องเพศ หรือเรื่องอื่นๆ ในแง่ลบทั้งหลาย...
นี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะร่วมมือกับพระเจ้า ที่จะขอให้พระองค์เข้ามาเปลี่ยนแปลง แสวงหาพระเจ้า และหันกลับเสียจากทางชั่วทั้งสิ้นทั้งหลาย.... เพราะว่า ถ้าช้าเกินไป อาจจะทำให้คุณกลับมาตั้งตัวกับพระเจ้าได้ยาก... หรืออาจจะหลงตะเหลิดไปเลย...

เฝ้าระวัง... อธิษฐาน... แสวงหาพระเจ้า... อดอาหาร... อ่านพระคัมภ์... เติมเต็มใจด้วยการทรงสถิตและการเจิมของพระเจ้า... และสำรวจตัวเองหากเจอบาปที่ทำไปต่อผู้อื่น ต่อตัวเอง และต่อพระเจ้าแล้ว จงหันหลังกลับจากพฤติกรรมทั้งหลายที่ทำให้ท่านตกต่ำฝ่ายจิตวิญญาณ.... ขอการชำระด้วยพระโลหิตและน้ำแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า... จะทำให้ท่านมีชัยชนะในเวลาแห่งลำบากไปได้...

สุดท้าย "ไม่ใช่โดยกำลัง ไม่ใช่โดยฤทธานุภาพ แต่โดยพระวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้"
เศคาริยาห์ 4:6

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ของประทานจากพระเจ้าสามมิติ

ในพระธรรม 1โครินธ์ 12: 5-7 ในภาษาเดิมจะสามารถสรุปได้ดังนี้
- ของประทานมีต่างๆกันแต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน
- งานรับใช้มีต่างๆกันแต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน
- การกระทำหรือ ภาระใจในการกระทำมีต่างๆกันแต่มีพระเจ้าองค์เดียวกัน

เนื่องจากภาษา ไทยอาจไม่ได้ใช้คำที่เจาะจงทำให้เข้าใจยากบ้าง แต่ในภาษาเดิมนั้นจะเข้าใจได้ดังนี้
ของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์มี ต่างกันแต่มาจากพระวิญญาณองค์เดียวกันเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
งานรับใช้ หมายถึงการรับใช้พระกายส่วนอื่นๆ หรืออาจพูดให้เข้าใจง่ายคือ การเสริมสร้างและรับใช้บรรดาผู้เชื่อ มีต่างกัน แต่มาจากพระเยซูองค์เดียวกัน
และภาระใจในการกระทำสิ่งต่างๆ(นิสัย)นั้น แตกต่างกันแต่มาจากพระเจ้าพระบิดาองค์เดียวกัน
เพื่อความเข้าใจง่ายผมอยากอธิบายของประทานจากพระเจ้าตรี เอกนุภาพดังนี้

ก. ของประทานจากพระบิดา โรม 12. 6- 8

เป็น ของประทานแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐก 1) เมื่อพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ทุกคนหมายถึงทั้งผู้ที่เชื่อและคนที่ไม่เชื่อทุก คนในโลกนี้ พระองค์ทรงสร้างเขาและสร้างบุคลิก ให้แต่ละคนมาด้วย
ของ ประทานนี้เป็นของประทานที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ทั้งผู้ที่เชื่อ และผู้ที่ไม่เชื่อ ข้อแตกต่างกันระหว่างผู้เชือและผู้ที่ไม่เชื่อคือ ผู้ที่ไม่เชื่อนั้นจะใช้ของประทานนี้เพื่อตัวเองและเพื่อซานตาน เนื่องจากมนุษย์ทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจของความบาปและซาตาน ส่วนผู้ที่ได้รับการใถ่แล้วนั้นเขาจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นในการเจิม ของของประทานที่ตัวเองมีเพื่อพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์ หมายถึงเพื่อประโยชน์ของผู้เชื่อคนอื่นๆ
ของประทานนี้มีชื่อเรียกต่างกัน เช่นของประทานแห่งการใถ่เพราะต้องใถ่โดยกางเขนเท่านั้นถึงจะสามารถใช้การ เพื่อพระเจ้าได้ บางครั้งเรียกว่าของประทานแห่งการทรงสร้างจากพระบิดา บางครังเรียกว่าของประทานแห่งภาระใจ และบางครั้งอาจเรียกเพื่อความเข้าใจง่ายว่า ของประทานแห่งบุคลิกภาพนั้นเอง แสดงว่าของประทานนี้จะให้เรารู้ว่าเรามีนิสัยและบุคลิกอย่างใด
ของประทาน นี้สามารถแบ่งออกเป็น 7 อย่าง แต่ละคนมีอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้นครับ (ผมกล่าวถึงแบบย่อๆครับ)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้เผย (ตรงไปตรงมา)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้ปรนิบัติ(ชอบปรนิบัตรับใช้คนอื่น)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบครู(มีเหตุมีผลไม่เชื่ออะไรง่าย)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้ตักเตือน(เข้ากับคนแปลกได้ง่ายและไม่ชอบพูดตรงๆ)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้ให้(มีมุมมองทางด้านธุรกิจที่แตกต่างและคมชัดกว่า คนอื่่น)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้ครอบครอง(มีความสามารถจัดการสูง)
- ของประทานบุคลิกภาพแบบผู้เมตตา(เมตตาสูง)

ข. ของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ 1โครินธ์12: 7-11

ของประทานนี้ถ้าจะให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ต้องกล่าวว่าของประทานแห่งการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หมายถึงผู้ที่รับเชื่อในพระเยซูเท่านั้นที่จะมีของประทานนี้ และจุดประสงค์ของของประทานนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคริสตจักรภาพรวม หมายความว่าพระวิญญาณจะสำแดงตามน้ำรพะทัยของพระองค์เพื่อประโยชน์ของ ผู้อื่นหรือพระกายของพระคริสต์ และบ่อยครั้งของประทานนี้พระวิญญาณจะสำแดงเพื่อเป็นการยืนยันว่าพระเยซูทรง เป็นพระเจ้า
การสำแดงของ ของประทานนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ
- ผู้เชื่อทุกคนจะสามารถมีทั้ง 9 อย่างนี้ได้ตามแต่ความต้องการและน้ำพระทัยของพระวิญญาณ เช่น วันนี้นาย ก วางมือรักษาโรคได้แต่พรุ่งนี้เขากลับเผย และวันต่อไปเขาอาจ ทำการอัสจรรย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเผยได้ทุกคน หรือทำการอัสจรรย์ได้ทุกครั้ง
- ผู้เชื่อแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของประทานนี้บางอย่าง เช่น ถึงแม้เขาจะทำได้ทั้ง 9 อย่าง แต่เขาจะมีบางอย่างเท่านั้นที่ทำบ่อยๆและเป็นเอกลัษณ์ของเขา ตัวอย่าง เผยบ่อยๆจนรู้ว่าคนนี้มีของประทานการเผยที่โดดเด่น

ค. ของประทานจากพระเยซู หรือของประทานแห่งการเป็นผู้นำ เอเฟซัส 4.11-12

ไม่ใช่ผู้ เชื่อทุกคนจะมีของประทานนี้ แต่บางคนเท่านั้นที่พระเจ้าเรียกให้มาเป็นผู้นำเท่านั้น
ของประทานนี้ เรียกว่าของประทานแห่งการเป็นผู้นำหรือของประทานพันธกรทั้งห้านั้นเอง เป็นของประทานจากองค์พระเยซูที่มอบให้แก่พระกายของพระองค์โดยให้บางคนเท่า นั้นขึ้นมาเป็นผู้นำ (เป้าหมายของของประทานนี้เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระเยซูให้เติบโตและรับ ใช้)
หัวใจของ ของประทานนี้คือนำพระกายของพระองค์ และจัดเตรียม อบรมผู้รับใช้หรือผู้เชื่อให้รับใช้ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการ
เราต้องเขาใจว่า ผู้เชื่อทุกคนคือผู้รับใช้ ไม่ใช่ผู้นำคือผู้รับใช้ ส่วนของประทานพันธกรทั้งห้าคือผู้ที่เป็นแบบอย่างในการรับใช้ และเป็นผู้สอนฝืกอบรม ผู้เชื่อให้รับใช้
ของประทานนี้มีความ สำคัญเหมือนกัน และเท่าเทียมกัน โปรดจำว่านี้ไม่ใช่ตำแหน่งแต่เป็นของประทาน เมื่อกล่าวว่าเป็นของประทาน ความหมายคือสำคัญเหมือนกัน และเราต้องเข้าใจอีกว่าไม่ใช่ผู้เชื่อทุกคน มีของประทานนี้แต่มีบางคนเท่านั้น
ผมได้พูดถึงของประทานนี้ระ เอียดใน บทความที่ผ่านมาแล้วในที่นี้ผมจะไม่พูดซ้ำอีก แต่จะสรุปให้เห็นว่าของประทานของการเป็นผู้นำนั้นมี 5 อย่างคือ
- อัครทูต
- ผู้เผย
- ครู
- ผู้ประกาศ
- ศิษยาภิบาล

ขอบคุณบทความดีๆจาก http://sainasith.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การเคลื่อนไหวของพระเจ้าในชนรุ่นใหม่

จะมีชนรุ่นหนึ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าแต่งตั้งไว้และแยกไว้เป็นส่วนบริสุทธิ์... ปราศจากมลทินของโลกนี้ ค่านิยม และพฤติกรรมแห่งความบาป... พระเจ้าตรัสว่า เราจะมุ่งหมายให้ชนรุ่นนี้เป็นผู้บุกเบิกความชอบธรรมในที่ที่ไร้ศีลธรรม เขาไม่กลัวตายและไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของตน จนกว่าพระเจ้าจะพอพระทัย... จิตใจของคนกลุ่มนี้จะเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี การเจิม และหมายสำคัญจะติดตามเขาไป... อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะใช้ชีวิตที่โดดเด่นฝ่ายวิญญาณอย่างมาก แม้ซาตานก็พยายามจะฆ่าคนกลุ่มนี้ เพราะมันเป็นพ่อแห่งการโกหก การทำลายและความมืด เขาจะมีความเข้าใจโดยพระวิญญาณของพระเจ้าในเรื่อง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การเสียสละ การตายต่อตัวเอง ความรัก ความเชื่อและความหวังที่ชัดเจน... คนกลุ่มนี้จะรักการอธิษฐาน และนมัสการพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง... จิตใจเขาทั้งหลายเป็นทางหลวงไปสู่ภูเขาของพระเจ้า พระเจ้าแห่งการตอบแทน(แก้แค้น) กำลังเคลื่อนพระกรอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และการนี้จะสำเร็จอย่างแน่นอน เหตุเพราะความชอบธรรมและจิตใจที่เป็นดั่งเพลิงที่เผาผลาญของพระองค์กำลังค้นหาและเฝ้ามองผู้นั้นที่จะตัดสินใจเดินตามการทรงเรียกนี้ ในนามพระเยซูเจ้า

ถ้าท่านรู้ว่าพระเจ้าเรียกท่านให้เป็นชนรุ่นดังกล่าว... ขออธิษฐานต่อพระเจ้าดังนี้

พระเจ้าขอให้ลูกยำเกรงพระองค์ตอบสนองพระองค์ด้วยใจจริงเสมอ ขอกำลังแห่งพระวิญญาณของพระองค์เสด็จมา ณ บัดนี้ สถิตกับลูก อยู่ภายในลูก และเหนือชีวิตของลูก ขอทรงนำความจริงทั้งมวลมาเปิดเผยกับลูก... เพื่อพระสิริของพระองค์ ขอให้ลูกถ่อมใจต่อพระองค์ ตัวเอง และผู้อื่น... ขอฝึกฝนที่จะเป้นคนกลับใจใหม่อย่างรวดเร็วและเสมอ เมื่อลูกพรั้งเผลอทำบาปต่อสู้พระองค์... สร้างใจใหม่ให้เมือนพระองค์... ในนามพระเยซูเจ้า... เอเมน

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Jesus Christ:The True Bridegroom by Basilea Schlink

Jesus is a true Bridegroom; this is His very nature. He wants to give us His love; but He is also waiting for us to return His love. Jesus is a true Bridegroom. His love is a jealous love. He wants you, your soul, completely. He is jealous when you give your love to other people and to other things. He is jealous when pay more attention to them, when you give them more time, more of yourself, than you give Him. Then He stands beside you, grieved. Then He is hurt and wounded, because He loves you so much.

Jesus is a true Bridegroom. He does not force you to love Him. He asks: "Will you give Me your love?", and He gets what He wants when you do this. Only one thing will satisfy Him - your love. All else is too small for Him: that you believe in Him, that you obey Him, that you come to Him for forgiveness. He is not only your Physician who heals you. He is not only your Redeemer who delivers you from your bonds. He wants to be your Bridegroom, and as Bridegroom He gives you His great, His tender, His most intimate love. Now He is waiting for you to give Him your love. He who loves wants to be loved in return.

Jesus, the Bridegroom, is the Man of Sorrows. He suffers to this present day. He is seeking a bride who will share with Him what is in His heart. His heart is filled not only with love, but also with suffering - past and present. He is seeking a bride who will really live out the bridal state, whose heart will beat with His, who will bear things with Him, who not only suffers through her own afflictions, but also suffers His afflictions with Him, who in reality enters into the fellowship of suffering with Him. Only she is a true bride who is concerned about His concerns - about the needs of His people and His Church and the things which hinder His dominion among the peoples.

Jesus is a true Bridegroom; this is His very nature. He waits for His bride. He does not seek to force love; it must be spontaneous. He knocks softly on the door. He waits until someone opens it. He stands behind the door and looks to see whether His bride will open up and come out to Him (Song of Solomon 5:2). His eyes follow her sadly if all day long she is busy and in a hurry, if she goes about everything quickly and vigorously and yet spiritually is becoming estranged from Him, because she is completely engrossed with her work and earthly business.

Jesus is a true Bridegroom; this is His very nature. His ardent concern is to impart His likeness to His bride so that she too may radiate divine beauty and be adorned with many virtues. He works with specials care, loving care for His bride. He guides her and leads her along paths of chastisement, for this will bring her to where His is. He dreams of the full beauty that shall be hers. He loves her too much to suffer her to have any "spots" or "wrinkles", because she is His bride. Full of pride and joy, His loving eyes beholds her as though she were perfect. Through the power of His blood He, the Almighty, can bring her to the perfection of divine beauty.

Jesus is a true Bridegroom; this is His very nature. So He stands as a Protector besides His bride. He is intent upon protecting her from all who may want to harm her. He strives on her behalf. To be a bride means that one is no longer alone. It means that one has an intimate partner who lives for his bride, and to do everything that he can for her. So, Jesus, the Bridegroom, lives to do everything for Him bride, to help her in every situation, in every need, in every impossibility. She is no longer alone. Jesus is true Bridegroom; this is His very nature. He is waiting in heaven for the day when His bride will come to Him so that He can be united with her for ever. He seeks her in unending love.

Reference Used: My All For Him by Basilea Schlink

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ความจริง?? แล้วไง??


พระเยซูทรงตรัสว่า พระองค์ทรงเป็น"ความจริง"
พระเยซูทรงตรัสกับหญิงที่บ่อน้ำของยาโคบว่า ผู้ที่นมัสการพระเจ้าจะต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและ"ความจริง"...
พระเยซูทรงพระนามว่า ผู้ทรงสัตย์ซื่อและ"สัตย์จริง"
พระเยซูทรงตรัสว่า เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่"สัจจะ"(ความจริง) คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่าย"สัจจะ"ย่อมฟังเสียงของเรา
โมเสสผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าเขียนในเฉลยธรรมบัญญัติว่า พระศิลา พระราชกิจของพระองค์ก็สมบูรณ์ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์ก็ยุติธรรม พระเจ้าที่"เที่ยงธรรม"(ความจริง)และปราศจากความผิด พระองค์ทรงยุติธรรมและเที่ยงตรง
อัครทูตยอห์นเขียนในหนังสือยอห์น 1:17 ว่า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส ส่วนพระคุณและ"ความจริง"มาทางพระเยซูคริสต์

คำว่า"ความจริง" ถูกกล่าวถึงในพระคำของพระเจ้า ถึง 233 ครั้ง ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่
ในภาษาฮิบรู "เอมูนาห์" = ความจริง ยังหมายถึง ความมั่งคงที่แท้จริง ความปลอดภัย ความซื่อตรงและถูกต้องในด้านศีลธรรม เที่ยงตรง แน่วแน่ ไม่สั้นคลอน...
ในภาษากรีก "อาเลเทีย" = ความจริง เช่นกัน...

ที่อยากจะแบ่งปันในเรื่องราวนี้ มีเหตุผลอะไร...??

นั่นคือ เราจะตอบสนองอย่างไรกับความจริงที่เกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับตัวเอง และ เกี่ยวกับผู้อื่น
เพราะ ความจริงไม่ได้ทำให้ทำให้ท่านเป็นไท...
แต่ การรู้ความจริงและตอบสนองต่อความจริงต่างหาก ที่ทำให้เราเป็นไท


หากเราต้องรักพระเจ้ามากขึ้น จงทำ!! หากเราต้องกลับใจใหม่และรับการชำระตัว จงทำ!! หากเราต้องรักผู้ื่อื่นมากขึ้น จงทำ!!

อย่าตอบสนองความจริงเหมือนที่พวกฟาริสีทำ.... เขาแค่รู้เท่านั้น... แต่พระคำเขียนไว้ว่า ผู้ที่ฟังบัญญัติไม่ทำให้เขาชอบธรรม แต่ผู้ที่ปฎิบัติตามต่างหากที่ทำให้เขาชอบธรรม...

วันนี้คุณตอบสนองกับความจริงอย่างไร...???

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

เอกลักษณ์ และภาระใจของพันธกรทั้งห้า(แบบสรุป)



สรุปและเรียบเรียงมาจากคำสอนของ Don Myer จากหนังสือ Five fold ministry made practical , Rick Joyner จากหนังสือ The Apostolic Ministry , Peter Wagner จากหนังสือ Apostles today

ไม่ใช่ทุกคนที่ถูกเรียกว่าศิษยาภิบาล จะเป็นศิษยาภิบาลแท้ที่จริงแล้ว แต่เขาคือผู้ำนำแน่นอน บางคนอาจเป็นอัครทูต บางคนอาจเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนอาจเป็นศิษยาำิภิบาลจริง ถ้าพระเจ้าเรียกท่านให้มาเป็นผู้นำ ถึงแม้ว่าท่านอาจยังไม่ได้เป็นผู้นำในปัจจุบัน หรือกำลังจะเป็น หรือเป็นอยู่แล้ว ท่านสามารถเช็คตามข้างล่างนี้เพื่อดูว่าท่านมีของประทานอะไรในพันธกรทั้งห้าเพื่อท่านจะได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าเรียกท่ีานให้ทำจริง ขอย้ำอีกครั้งว่า คำว่า่ของประทานพันธกรทั้งห้าคือของประทานแห่งการเป็นผู้นำคริสตจักร เอเฟซัส 4:11-12

1. อัครทูต กุญแจ สำคัญของอัครทูตคือ สิทธิอำนาจ
- มีสิทธิอำนาจและความเป็นพ่อฝ่ายวิญญาณ
- เห็นภาพกว้าง เข้าใจการปกครองและระเบียบแผนงานของพระเจ้า (Divine order)
- ได้รับการบัญชาเรื่องพันธกิจจากพระเยซู(เห็นพระเยซู) ไม่ว่าจะผ่านนิมิตหรือโดยตรง
- ขับเคลื่อนโดยของประทานและเป็นแหล่งให้เกิดของประทาน
- ทำให้ผู้เชื่อถูกสร้างขึ้นบนพระเยซู (ร่วมกับผู้เผยพระวจนะวางรากฐานของคริสตจักร)
- เข้าใจและเห็นความสำคัญของคนใหม่คนเดียวในพระคริสต์ระหว่างคนยิวและคนต่างชาติ one new man
- ทำให้แผนการและเป้าหมายของพระเจ้าสำเร็จในผู้เชื่อ
- ส่งต่อของประทานและการทรงเรียก
- เห็นความสำคัญของการเป็นหนึ่งในพระกาย
- อัครทูตแนวตั้งจะบุกเบิกคริสตจักร และต้องสร้างระเบียบของพระเจ้าขึ้น (Divine order)
- อัครทูตแนวนอนจะทำให้คริสตจักรที่มีอยู่แล้วอยู่ในระเบียบของพระเจ้า Divine order

2. ผู้เผยพระวจนะ กุญแจสำคัญคือ การสำแดง
- ปลดปล่อยของประทานฝ่ายวิญญาณ
- ปลดปล่อยนิมิตและการสำแดงของพระเจ้า
- ถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์และความชอบธรรมเป็นพิเศษ
- ปลดปล่อยการทรงสถิตของพระเจ้า
- ส่งต่อของประทานฝ่ายวิญญาณ
- พูดถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าโดยสิทธิอำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิต
- วางรากฐานชีวิตให้ผู้เชื่อและงานรับใช้ให้อยู่บนพระคริสต์
- เป็นนักอธิษฐานวิงวอน และส่งต่อวิญญาณแห่งการอธิษฐานและอธิษฐานวิงวอน
- จดจ่อที่พระเจ้ามากกว่ามนุษย์

3. อาจารย์(ครูสอน) กุญแจสำคัญคือ ความจริงของพระวจนะ
- รักษาความถูกต้องในพระวจนะของพระเจ้า
- สำแดงความและถ่ายทอดความเข้าใจในพระวจนะ
- ปลดปลอยและปกป้องผู้เชื่อจากวิญญาณการหลอกหลวงและการหลงผิด
- นำการดำเนินชีวิตในภาคปฏิบัติตามคำสอนและหลักการของพระเจ้า
- สอนผู้เชื่อให้ดำเนินชีวิตตามหลักการของพระเจ้าไม่ใช่ตามสถานะการณ์

4. ศิษยาภิบาล กุญแจที่สำคัญคือ การเลี้ยงดู
- นำการหนุนใจ และการปกป้องมาสู่ผู้เชื่อ
- นำผู้คนให้มีความรักและห่วงใยซึ่งกันและกัน
- ทำลายวิญญาณความเป็นเอกเทศ การแยกตัวและความไม่มั่นคง
- นำความรักและความอบอุ่นจากพระเจ้าสู่ผู้เชื่อโดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ
- อธิษฐานเพื่อและให้คำปรึกษาแก่แกะที่มีปัญหาโดยความรักของพระเจ้าผ่านการ บำบัดและปลดปล่อย
- เลี้ยงดูและให้อาหารฝูงแกะ
- นำความสนิทสนมทั้งฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าและผู้เชื่อกับผู้เชื่อให้เกิดขึ้น
- นำฝูงแกะของพระเจ้า

5. ผู้ประกาศ กุญแจ สำคัญคือ การตอบสนอง
- ช่วยผู้เชื่อให้เข้าใจและตอบสนองต่อคำสอนพึ้นฐานของพระครัมภีร์ เช่น ความรอด การชำระ …
- ท้าทายและหนุนใจผู้เชื่อให้บัพติศมาในพระวิญญาณ รวมทั้งของประทานในพระวิญญาณ โดยเฉพาะความเชื่อ การหายโรค การอัศจรรย์ ...
- ท้าทายให้ผู้เชื่อออกไปประกาศ
- ท้าทายให้พระกายตอบสนองต่อพระเจ้าในการห่วงใยคนหลงหายและคนยากจน
- ทำลายวิญญาณการแก้ตัวในการประกาศ วิญญาณความเกียจคร้านของพระกาย
- นำการกลับใจใหม่เรื่องบาป
- นำผู้คนให้รับเชื่อและมาเป็นสมาชิกคริสตจักรท้องถิ่น

ขอบคุณบทความจาก http://sainasith.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

บัญญัติที่ใหญ่ที่สุด...

รักพระเจ้า - ไม่มีพระอื่นๆนอกจากพระเจ้าพระผู้สร้าง เชื่อฟังกฏเกณฑ์ของพระองค์ ฟังเสียงและปรนนิบัติด้วยใจร้อนรน ยินดีจนเนื้อเต้น บำรุงเลี้ยงวิญญาณจิตของเราด้วยพระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า (มัทธิว 4:4) แสวงหาพระเจ้าในฐานะของ ผู้รับใช้ สหาย บุตร และ เจ้าสาวของพระองค์ (มัทธิว 6:33)

รักตัวเอง
- มอบทุกสิ่งแด่พระเจ้า อะไรบ้าง?? - ภาระการงาน ทรัพย์สิน ชีวิต สิ่งที่ชอบ(อาจจะรวมถึงความบาปบางอย่างที่ยังรัก) ความอ่อนแอ (หลายๆคนคิดว่าพระเจ้าไม่ต้องการสิ่งนี้จากเรา คำตอบคือ พระเจ้าต้องการทั้งดีและไม่มี) และทุกแง่มุมในชีวิตของเรา..

" เราไม่สามารถมีทั้งหมดของพระเจ้าได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงได้ทั้งหมดของเรา..." - นี่คือประโยคแห่งความไพบูลย์ในพระคริสต์

พระเจ้าทรงเป็น พระเจ้าแห่งสรรพสิ่ง(Yahweh Sabaoth) หากเรามอบทุกสิ่งแด่พระองค์ เราเองจะรับศักดิ์ศรีเดียวกับพระองค์... อย่างไม่สามารถจินตนาการได้...

รู้รักว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ หยุดดูถูกตัวเอง พูดความจริงในพระคำที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา... มองชีวิตของเรา ผ่านเลนท์ของพระเจ้า...
พระเจ้ารักเราอย่างไร... เราต้องรักตัวเองอย่างนั้น เพราะเราคือพระฉายของพระองค์(ปฐมกาล 1:26)

รักคนอื่น - หากความสัมพันธ์ที่เรามีต่อพระเจ้า และต่อตัวเอง ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่แข็งแรง ก็จะยากมากสำหรับคนอื่นๆ โดยมองง่ายๆ
Ex หากเราไม่มีเงินเลย เราก็ให้เงินคนอื่นๆไม่ได้ ... เช่นกัน หากเราไม่มีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อพระเจ้าและต่อตัวเอง เราจะไม่มีสามารถรักผู้อื่นได้อย่างที่พระเจ้าต้องการ... หากเรารักพระเจ้าสุดๆ จริงๆ ในทุกแง่มุมของชีวิต เราจะรักตัวเอง และง่ายมากที่จะรักคนอื่น...

ที่โลกนี่ยังมีความรักอยู่อย่างนี้ เพราะมีคนที่รับความรักจากพระเจ้ามาแบ่งปันผู้อื่นอยู่เสมอ...
และที่โลกวุ่นวายอยู่ขณะนี้ก็เป็นเพราะมีคนที่ไม่เริ่มต้นรับความรักจากพระเจ้า แต่สร้างพระเจ้าขึ้นมาเอง(ตามความคิดของตน หรืออาจจะเป็นคริสเตียนด้วยก็ได้) และใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัวไปวันๆ...


ในฐานะที่เราเป็นผู้เชื่อ พระกายของพระคริสต์ ผู้รับการไถ่ และเข้าส่วนในแผนการณ์นิรันดร์ของพระเจ้าทางคริสตจักรนั้น การประนีประนอมต่อโลกอาจจะทำให้เราพลาดบัญญัติสูงสุดข้อนี้ได้... "รักพระเจ้า รักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง" อย่าให้มันดังออกมาจากปากของเราเท่านั้นเพราะใครๆก็สามารถท่องได้และรู้ดี(ซาตานยังรู้เลย) แต่ชีวิตที่เราสำแดงออกนั้นจะต้องดังก้องอยู่ต่อพี่น้องในพระกาย ดังอยู่ต่อชาวโลก และดังอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วย...