วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความฝัน: อาณาจักรแห่งความมืด

ผมฝันเห็นสวรรค์ชั้นที่สองซึ่งก็คืออวกาศนั่นเอง ที่ซึ่งสงครามฝ่ายวิญญาณเริ่มขึ้น โดยเริ่มฝันว่า

มีน้องคนหนึ่งยืนสอนผมเกี่ยวกับการถูกขัดขวางในมิติฝ่ายวิญญาณ ที่ทำให้คำอธิษฐานถึงพระเจ้าช้าลง
โดยมีซาตานซั่งเป็นมังกรขวางอยู่หน้าประตูสวรรค์ - (น้องคนที่ผมเห็นในฝันนั้น ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมคิดว่าน่าจะเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้าที่มาบอกผม ในรูปของเด็กคนนั้น)

ในอวกาศนั้นมีเส้นทางที่สามารถไปให้ถึงพระบัลลังก์ของพระเจ้าได้
โดยเป็นทางที่โค้ง แคบและต้องอาศัยแรงเหวี่ยงในการเคลื่อนผ่านไป แต่แล้วสุดทางก่อนเข้าสู่ประตูสวรรค์ชั้นที่สามนั้นก็มี
ความหนักและแคบ ซั่งเป็นการขัดขวางครั้งสุดท้ายก่อนที่จะพบพระเจ้า

มีมังกรใหญ่ซึ่งก็คืองูดึกดำบรรพ์อยู่ที่นั้นเอง
มันสร้างบรรยากาศแห่งความชั่วที่นั่นเพื่อเป็นสภาพที่เหมาะต่อการสร้างบัลลังก์ของมันเอง
คือที่ที่สูงสุดที่สุดของสวรรค์ชั้นที่สองนั่นเอง

แต่โดยคำอธิษฐานและโดยการขับเคลื่อนของพระวิญญาณ จึงสามารถขยายทางที่แคบนั้นได้และเมื่อผ่านไปได้โดยการทรงนำของพระวิญญาณแล้ว บนแผ่นดินโลกจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ในพระธรรม เอเฟซัส บทที่ 6:12 ได้บอกเราเกี่ยวกับระดับขั้นของสิ่งที่ีอำนาจของอาณาจักรซาตานบนฟ้าอากาศ โดยเริ่มต้นจากการเรียงสิ่งที่มีอำนาจน้อยไปหามาก ซึ่งหากเราทำความเข้าใจเราจะรู้ยูทธศาสตร์ของมันและต่อสู้กับมันได้ ซึ่ง ความแข็งแกร่งของอาณาจักรของมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "การสรรเสริญ" แต่สรรเสริญสิ่งที่อยู่ในอาณาจักรของมัน นั่นคือสิ่งของของ "ความมืด"
หากเจาะลึกให้เห็นภาพได้ก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากทีเดียว...

การสรรเสริญพระเจ้า ด้วยจิตวิญญา่ณและความจริง เป็นยุทธศาสตร์ของพระเจ้าขั้นสูงสุด เพราะเมื่อที่ใดที่มีการสรรเสริญ พระเจ้าก็ทรงเสด็จลงมาประทับเหนือคำสรรเสริญเหล่านั้น พร้อมกับความสง่างามของพระองค์เองด้วยเช่นกัน...

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การเจิมของเอลียาห์

การเจิมของเอลียาห์
พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ออกมาจากแหล่งที่อยู่เดิมของเขาในช่วงเวลาที่อิสราเอลเต็มไปด้วยความเสื่อมถอยฝ่ายวิญญาณ เวลาที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายมากมาย เวลาที่ไสยศาสตร์ครอบครองทั้งเมือง และแน่นอน การเจิมของเขาจะมาเพื่อช่วยให้จิตใจของชาวอิสราเอลกลับมายังพระทัยของพระบิดาอีกครั้ง ในยุคของเราก็เป็นเวลาที่มืดมนและต้องการการเจิมแบบเอลียาห์ที่จะเข้ามาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เหตุใดเราต้องรับรู้เกี่ยวกับชีวิตของชายคนนี้ ก็เป็นเพราะว่า การเจิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับจากรพระเจ้านั้นคือการเจิมของเอลียาห์ (เราไม่นับฤทธิ์เดชของพระเยซูเพราะพระองค์เป็นที่สุดของจักรวาล เป็นพระเจ้าของเรา เอเมน !!) แม้แต่การเจิมที่มากกว่าเป็น 2 เท่าที่เอลีชาได้รับนั้นก็ยังเป็นการเจิมของเอลียาห์อยู่ดี
วันแห่งความมืดมิด
เมื่อเราเท้าความย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ภายใต้การครอบครองของกษัตริย์ ซาอูล ดาวิดและโซโลมอน เป็นเวลา100ปี ที่อิสราเอลประสบกับสันติสุข ความเป็นหนึ่งเดียว และความมั่งคั่ง แต่เป็นเพราะเรโฮโบอัมทำผิดที่ไปเชื่อคำปรึกษาของสหายน้อยประสบการณ์และปฏิเสธคำปรึกษาของนักปราชญ์ ก่อให้เกิดความแตกแยกในอิสราเอล เป็น 2อาณาจักร อาณาจักรเหนือ คืออิสราเอล มีเมืองหลวงคือสะมาเรีย และอาณาจักรใต้คือ ยูดาห์ มีเมืองหลวงคือเยรูซาเล็ม โดยอิสราเอลที่กษัตริย์ 19 คน เป็นกษัตริย์ชั่วทั้งหมด อาณาจักรยูดาห์ มีกษัตริย์ 17 คน เป็นกษัตริย์ดี 8 พระองค์ และเป็นกษัตริย์ชั่วถึง 9 พระองค์ พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ ไปยังอาณาจักรอิสราเอล เป็นอาณาจักรเหนือ เพราะนั่นเป็นเวลาที่ความมืดมิดได้ถึงจุดขีดสูดของความชั่ว เท่าที่อิสราเอลเคยมีมา
พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า กษัตริย์อาหับได้ปกครองและมีนางเยเซเบลเป็นมเหสี ซึ่งพ่อของนางเป็นกษัตริย์ของเมืองไซดอน และเป็นปุโรหิตของพระบาอัล เมืองไซดอนเป็นศูนย์กลางการนมัสการพระเทียมเท็จ ชื่อ “บาอัล” ทั้งๆที่มันเป็นวิญญาณชั่วตัวหนึ่ง แต่คนอิสราเอลเรียกมันว่า “พระ” เพราะเหตุแห่งความมืดบอดแห่งจิตวิญญาณ เยเซเบลมีพ่อเป็นหัวหน้าลัทธิ “บาอัล” ในสมัยนั้น และแน่นอน นางเองก็เป็นผู้นำลัทธิอันชั่วร้ายนี้ในอิสราเอลเช่นกัน ลัทธินี้สอนเกี่ยวกับการบูชาผีแห่งความวิปริตทางเพศ (Demon of Sexual Perversion) และสอนเกี่ยวกับ การบูชาวิญญาณแห่งความรุนแรง โดยการฆ่าเด็กบูชายัญแก่พระเทียมเท็จเหล่านี้
ทุกวันนี้หากเราดูในสังคมของเราสามารถเห็นการงานของพระเทียมเท็จและวิญญาณของเยเซเบลนี้ยังคงทำงานอยู่ในทุกชั่วอายุคน แม้ชื่อของพระจะเปลี่ยนไป แต่เอกลักษณ์และวิธีการชั่วร้ายของมันยังไม่เปลี่ยน มันปรารถนาการฆาตกรรม การทำแท้ง การกระทำผิดศีลธรรมทางเพศ (รักร่วมเพศ ร่วงประเวณี กับคน สัตว์ และแม้แต่รูปเคารพ) แค่คุณเปิดโทรทัศน์ดู ก็จะได้เห็นการงานของวิญญาณชั่วเหล่านี้มีอยู่ดาษดื่น... สิ่งที่เป็นเหตุให้วิญญาณเยเซเบลเข้ามาได้คือ “ความแตกแยก” (Division) เริ่มต้นจากเราแตกแยกกับพระเจ้า ชนชาติหนึ่งแตกจากชนชาติหนึ่ง สามีแยกทางกับภรรยา หรือแม้แต่คริสตจักรแตกแยกกันเอง ความแตกแยกทุกแบบที่ได้กล่าวมานี้เอง เป็นประตูให้กับวิญญาณเยเซเบลสามารถเข้ามาควบคุมและครอบครอง นี่เป็นเหตุที่เปาโลกล่าวถึงบาปที่ต้องห้ามนี้ในหนังสือกาลาเทียบทที่ 5
เมื่อความมืดมิดที่สุดมาถึงและสามารถจับต้องได้ นั่นเป็นเวลาที่คนทั้งหลายจะร้องหาแสงสว่าง เป็นเวลาที่การเจิมของพระเจ้าจะเทลงมานั่นคือการเจิมอย่างเอลียาห์ เวลาของเอลียาห์ไม่ใช่เวลาแห่งพระสิริของพระเจ้า หลายๆครั้งที่เราร้องเพลง “นี่เป็นเวลาของเอลียาห์” เราไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า เวลาของเอลียาห์นั้น คือเวลาแห่งไสยศาสตร์ เวลาแห่งความวิปริตทางเพศ เวลาแห่งความมืด เวลาแห่งความโลภ เวลาแห่งความเศร้าโศก เวลาแห่งการฆาตกรรม และความแตกแยก ดังนั้นเมื่อเราร้องเพลงนี้ เรากำลังพยากรณ์ว่า เวลานี้เป็นเวลาที่การเจิมของเอลียาห์กำลังจะเกิดขึ้น เพราะความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลในเวลานั้นก็ไม่ได้ต่างไปกับเวลานี้ที่เรามีชีวิตอยู่เลย เราต้องการแสงสว่างแห่งพระวิญญาณของพระเจ้ากันสิ้นทุกคน การเจิมของพระเจ้าที่ประชากรของพระองค์ไม่เคยสัมผัสกำลังรอเวลาที่จะระเบิดออก
พระเจ้าทรงต้องการบุคคลผู้นั้นที่จะรับพระบัญชา รองรับพระทัย และรองรับฤทธานุภาพแห่งการเจิมของพระองค์ ในการหันใจพ่อกลับมาหาลูก และหันใจลูกกลับมาหาพ่อ ดั่งในอดีตที่พระองค์ทรงเจอคนที่ใช้การได้มาแล้วอย่างเอลียาห์นั่นเอง เขาผู้นี้จึงเป็นบรรพบุรุษแห่งความเชื่อที่สร้างทางเดินให้แก่เราแล้ว
การทรงเรียก
1 พงค์กษัตริย์ 17:1 ได้บอกแก่เราว่า ฝ่ายเอลียาห์เป็นชาวทิชบีและได้อาศัยอยู่ในกิเลอาด นี่เป็นบทแรกที่พูดเกี่ยวกับชีวิตของชายผู้นี้ ไม่มีใครู้จักชีวิตของเขา ที่อยู่ของเขา บ้าน หรือครอบครัวของเขา การที่พระคัมภีร์เริ่มต้นเรื่องของเอลียาห์อย่างทันทีทันใด ไม่มีจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับชีวิตของเขานั้น ผมอยากจะให้ความเห็น ณ จุดนี้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราทุกคนรู้ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นแก่ผู้ใด พระเจ้ามิได้สนใจอดีตของเรา เราเป็นลูกใคร เรารวยหรือจน เราเกิดที่ใด บ้านนอกหรือเมืองหลวง อายุน้อยหรือแก่อาวุโส เรียนดีหรือไม่ หรืออื่นๆนั้น พระเจ้าทรงเห็นว่าไม่เป็นเรื่องที่สำคัญเลย ขอแค่เราเป็นคนที่พระองค์ใช้การได้ โดยการตอบสนองการทรงเรียกเท่านั้น ผมแอบคิดว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าเรียกคนอื่นๆก่อนเอลียาห์ไหม? แต่มีเพียงเอลียาห์เท่านั้นใช่หรือไม่ที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า? ผมคิดว่า พระองค์ทรงเรียกหลายๆคนพร้อมๆกัน แต่พระองค์ก็ทรงรู้ก่อนแล้วว่าจะมีเพียงเอลียาห์เท่านั้น ชีวิตของเราก็เช่นกัน กี่ครั้งที่พระเจ้าเรียกท่านและท่านยินดีทำตามเสียงนั้น? เรายินดีที่จะเป็นตามที่พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับเราหรือไม่? ยินดีที่จะเดินบนหนทางที่ไม่สวยหรูหรือไม่? ผมคิดว่าพระเจ้ายังคงถามพวกเราเช่นนี้อยู่เสมอ
พระองค์ยังทรงแสวงหาคนเป็นอิสระต่อภาระผูกพันของโลกนี้เสมอ เช่น อิสระจากครอบครัว(บางคนพระเจ้าทรงเรียกให้เขาปราศจากครอบครัว ใครรับได้ก็รับเอาเถิด) อิสระจากพันธนาการแห่งอารมณ์(ผู้ที่ทำสิ่งใดก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์) อิสระจากประเพณีนิยม อิสระจากมลทินของโลกนี้ อิสระจากวัฒนธรรมที่ไร้ประโยชน์ พระเยซูจะต้องมาเป็นที่หนึ่ง พระองค์มิได้ทรงสนใจว่าเราเป็นลูกใคร หรือเก่งเพียงใด พระองค์ได้กล่าวไว้อย่างรุนแรงทีเดียวว่า ผู้ใดจับขันไถแล้วหันหลังกลับผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา พระองค์แสดงความต้องการของพระองค์ ทรงเรียกให้เราเป็นไทจากการติดพันอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลาย หากเราควบคุมหรือละทิ้งสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาไม่ได้ เรายังไม่ควรค่ากับการเจิมที่พระเจ้าจะประทานให้เพื่อปลดแอกให้แก่ประชากรของพระองค์ในยุคแห่งความเชื่อร้ายนี้ หากสิ่งใดที่ถ่วงท่านหรือหน่วงรั้งท่านจากพระเจ้าหรือจากหนทางของพระองค์ ขอให้ท่านแน่ใจว่า ท่านจะละทิ้งมันเพื่อจะได้พระเยซูคริสต์เป็นรางวัลแห่งชีวิต
ฝ่ายเอลียาห์ชาวทิชบีผู้ซึ่งตั้งอาศัยอยู่ในกิเลอาด ได้ทูลอาหับว่า "พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด... จากประโยคนี้เอลียาห์ได้กล่าวและแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งปัจจุบัน พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า “เราเป็น” หรือ “ยาห์เวห์” นั่นเอง เอลียาห์ได้บอกจุดยืนของตนอย่างชัดเจนว่าท่านเองเป็นผู้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษซึ่งเหล่าอัครปิตา(อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ)ได้ปรนนิบัติเช่นกัน ซึ่งนี้ก็ยังขยายความให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งเขามีต่อพระเจ้าอย่างมาก เขาเป็นตัวแทนของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว เขามิได้กล่าวถึง กลุ่มหรือคณะที่เขาอยู่ เขาตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าเขาเพียงสิ่งเดียว และพระเจ้าก็ทรงลิขิตชีวิตที่ทรงพลังให้แก่เขา
เอลียาห์เผยตัวเองออกมาในเวลาที่มืดมิดที่สุดของชนชาติอิสราเอล เขาถูกเรียกให้เผยตัวออกมาในเวลาที่ความมืด ความตาย การฆาตกรรม การบูชาพระเทียมเท็จ และไสยศาสตร์ลัทธิ“บาอัล” ครอบครองทุกหัวระแหงของอิสราเอล ศีลธรรมทั้งสิ้นหมดความหมายอย่างสิ้นเชิง จิตวิญญาณของชาวอิสราเอลในวันเวลาเหล่านั้นอับจนหนทางทั้งสิ้นเมื่อเขาเลือกสิ่งอื่นแทนพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เขาทำบางสิ่งที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมายังแผ่นดิน พระเจ้าทรงเรียกให้เขาเผยพระวจนะเหนือแผ่นดินอิสราเอล เขากล่าวว่า จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท" 1 พงศ์กษัตริย์ 17:1 เขาเริ่มต้นพยากรณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วแผ่นดินของอิสราเอล สิ่งนี้เรียกว่า “การกันดารอาหาร” พระเจ้าเริ่มต้นที่จะตัดสิ่งที่จำเป็นแก่พวกเขาออกไปเพื่อให้เกิดการตื่นตัว และอยู่ในสภาวะที่ต้องดิ้นรนเพื่อตนเองอีกครั้ง บทเรียนฝ่ายวิญญาณจากสิ่งนี้สามารถสอนเราได้ตลอดหนทางการเดินกับพระเจ้า พระองค์ทรงรักเราและปรารถนาให้เราแสวงหาพระองค์และรักพระองค์ตอบเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อผลดีของเราเอง เมื่อเรารักพระเจ้าสิ้นสุดจิตสุดใจแล้ว แม้สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นใดจะเกิดขึ้นกับเรานั้น พระองค์จะนำสิ่งร้ายมาก่อให้เป็นผลดีแก่คนที่รักพระองค์ คือผู้ที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์นั้น แต่ถ้าหากเราเป็นเพียงอุ่นๆ เหยียบเรือสองแคม พระองค์ผู้ทรงรักเรานั้นก็จะกระทำบางสิ่งให้เรากลับมาสู่การพึ่งพาพระองค์อีกครั้งหนึ่งให้จงได้ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และจะทำมากขึ้นในยุคของเรา ยุคที่ทุกคนมีความรักที่เยือกเย็น ยุคที่ความหลงผิดครอบงำจิตใจคนมากมาย และนี่เป็นเหตุที่พระองค์ทรงรอคอยเราเสมอ รอให้คนเขามาสู่ความรักในพระคริสต์ผู้พร้อมที่จะลบลืมบาปมากมายทั้งสิ้นของเรา
สิ่งเดียวกันในวันของเอลียาห์และวันของเรา
การกันดารอาหารก็เป็นเหตุร้ายหนึ่งที่จะเป็นโอกาสให้คนอิสราเอลได้คิดไตร่ตรองชีวิตที่นอกใจพระเจ้า เราถือว่าการมีพระอื่นนอกจากพระเจ้าเที่ยงแท้ หรือพระเจ้าแห่งอิสราเอลนั้น เป็นการร่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ บ่อยครั้งที่พันธะสัญญาเดิมขยายความการกระทำเช่นนี้ว่า เป็นสิ่งที่ลามก และน่าสะอิดสะเอียนต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าต้องการเจ้าสาวของพระองค์คืนมาจากเงื้อมมือของขโมยผู้ฉวยโอกาส การกันดารอาหารเป็นจุดเริมต้นของการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณนั่นเอง หากเราได้ดูในหนังสือปฐมกาลแล้ว เราจะรู้ว่า การกันดารอาหารในแต่ละครั้งนั้นส่งผลให้คนของพระเจ้าต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ดูตัวอย่างชีวิตของ อับราฮัม อิสอัค และ ยาโคบ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากให้เราได้ศึกษา เมื่อพระเจ้าทรงปิดประตูหนึ่ง พระองค์จะทรงนำเราด้วยการเปิดอีกประตูหนึ่ง สิ่งที่เราเลือกได้ก็คือ เดินผ่านประตูที่พระเจ้าทรงเปิดนั้น หรือ อยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนทั้งสิ้น คนที่มีสายตาฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้าจะเลือกเดินตามที่พระเจ้าทรงนำนั้น เพราะเหตุการณ์กันดารทำให้ยาโคบต้องหนีไปอียิปต์ โดยโยเซฟมีอำนาจและครอบครองอยู่ที่นั่น คนฝ่ายวิญญาณจะรู้จักสังเกตกาลเวลาและหมายสำคัญ เข้าใจพระทัยพระเจ้า และสามารถเลือกตามที่พระเจ้าต้องการได้
ภัยแล้งกำลังส่งเสียงกระซิบที่ดังก้องในวิญญาณจิตของคนยิวทั้งสิ้นว่า “กลับใจเสียใหม่ ๆ” และยังบอกแก่โลกในทุกวันนี้เช่นเดียวกัน เหตุที่เรื่องราวของเอลียาห์สำคัญมากสำหรับเราทุกคนที่อยู่ในยุคสุดท้ายนี้ เป็นเพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นภาพสะท้อนให้เราเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในนาทีนี้ เราทุกคนเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในวันเวลาของเอลียาห์นั่นเอง วิกฤติกาลทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งเช่นกันที่กระตุ้นให้คนทั้งโลกนี้กลับมาหาพระเจ้า ผมเชื่อว่าพระเจ้าพระเจ้าทรงยอมเลือกที่จะเขย่าสิ่งต่างๆรอบข้างเราเพื่อให้เราตื่นจากความเฉื่อยชาและตื่นจากการหลับไหลฝ่ายวิญญาณ แทนที่จะเอาชีวิตเราไปโดยไม่ได้ให้โอกาสเราในการแก้ตัว พระเจ้าประทานพระคุณเสมอแม้ในขณะที่เราเองเป็นคนบาปอยู่ พระคริสต์ทรงตายเพื่อเรา และพระเจ้าทรงหวังว่าเราจะตอบสนองความรักและพระคุณของพระองค์โดยเลือกที่จะเชื่อในพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เช่นกัน แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นพระเจ้าก็จะทรงเลือกที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้เรารู้สึกว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์แทนการเชื่อในตัวเองได้แล้ว
ภัยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เป็นหมายสำคัญแห่งการเวลา เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยพระปัญญาของพระเจ้า เป็นวาระแห่งการเขย่าในยุคสุดท้าย ยุคที่จิตใจของคนแข็งกระด้างและยุคที่ความรักเยือกเย็นลง ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ เพราะพระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า
สดุดี 93:1
พระเจ้าทรงครอบครอง พระองค์ทรงสวมความยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงสวมฉลองพระองค์พระองค์ ทรงเอาพระกำลังคาดพระองค์ โลกได้สถาปนาไว้แล้ว มันจะไม่หวั่นไหว
ความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างนั้นมีมากเหลือล้น พระองค์สร้างทรงสิ่งในโลกให้เขาดูแลและครอบครอง เมื่อพระเจ้าทรงวางรากฐานของโลกนี้เอาไว้อย่างมั่นคงในครั้งแรกเริ่มนั้น พระเจ้าทรงมอบสิทธิอำนาจที่เพื่อครอบครอง แต่เมื่อมนุษย์หยิ่งทะนงและกบฏต่อพระเจ้า มนุษย์ขายสิทธิอำนาจให้แก่ซาตานที่จะครอบครองโลก พวกเขาพยายามที่จะเป็นผู้ปกครองที่ไม่ได้อยู่ภายใต้พระเจ้าอีกต่อไป ลืมการปกครองด้วยความดีงามของพระเจ้า พระองค์จึงต้องเขย่าโลกนี้เพื่อจะเรียกมนุษย์กลับมาหาพระองค์ เมื่อในฝ่ายกายภาพแผ่นดินไหวนั้น พระเจ้าก็ได้ทรงเขย่าท้องฟ้าสวรรค์ที่เป็นที่อยู่ของซาตานในฝ่ายวิญญาณเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้อาณาเขตในระดับพื้นผิวโลกต้องรับผลกระทบจากฝ่ายวิญญาณเช่นกัน
เมื่อความหยิ่งทะนงของมนุษย์มากยิ่งขึ้น แม้แต่พระเจ้าที่รักเรานั้นก็ช่วยเราไม่ได้และเลือกที่จะไม่ช่วยเรา เพียงชั่วขณะหนึ่ง จนกว่าเราจะถ่อมตัวลงมากพอที่จะไม่อ้าปากพ่นคำโอ้อวดคำโตออกมา แต่อ้าปากและยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายละทิ้งหนทางแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าก่อน หรือจนกว่าเขานั้นจะร้องเรียกพระเจ้าก่อน ดังตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้พยากรณ์เอาไว้เกี่ยวกับชนชาติของพระองค์เอง(ยิว)ว่าพระองค์จะไม่เสด็จกลับมาจนกว่าชนชาติที่ใจมืดบอดและแข็งกระด้างนี้จะร้องว่า ขอให้ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงทรงพระเจริญ!! เราสามารถจินตนาการได้ว่าพระเจ้าอนุญาตให้ศัตรูของเขาในเวลานั้น (ปฏิปักษ์พระคริสต์) บีบกดและข่มเหงจนเขาทั้งหลายจนมุม ไร้ทางออก สิ้นซึ่งปัญญาและความทะนงตัว คร่ำครวญด้วยน้ำตาไหลและใจที่หมดหวังทุกอย่าง และจากนั้นจึงจะเป็นฉากจบของหนังชีวิตที่แสนจะยาวนานของมนุษย์ชาติ การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล นั้นเอง
ในวันที่มืดมิดดังกล่าวนั้น พระเจ้าเองมิได้มีคำสั่งแรกให้เอลียาห์ให้ส่งการฟื้นฟูมา หรือส่งการเคลื่อนไหวใหญ่ของพระวิญญาณมา หรือการอวยพรด้วยสิ่งที่อัศจรรย์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะให้ใจที่แข็งกระด้างถูกคว่ำลงเสียก่อน โดยการใช้วิกฤตการณ์ทางด้านภูมิอากาศเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเองเป็นอย่างดีทีเดียว ถ้าเพียงแต่พระองค์จะถอดลมหายใจของมนุษย์ออกไป เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จบลงแล้ว แต่นี้เป็นวิถีที่ต่ำเกินกว่าพระเจ้าจะทรงคิดได้ เพราะหนทางของพระเจ้าไม่เหมือนหนทางของเรา ความคิดของพระองค์ก็ไม่เหมือนของเราเช่นกัน ทรงรอบคอบและกอปรด้วยพระกรุณา แค่เพียง “ความแห้งแล้ง” เท่านั้นที่พระเจ้าให้ แทนการที่มนุษย์เลือกที่เชื่อในพระและเทพที่แห้งแล้งเปล่าประโยชน์ แทนการเชื่อในความมั่งคั่งและร่ำรวยของตนแบบที่ปราศจากพระเจ้า
เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น คนที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเริ่มสะกิดใจและถามพระเจ้าว่าเป็นเพราะสิ่งใด ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างกษัตริย์ดาวิดสอนเรา เมื่อชนชาติอิสราเอลประสบกับการกันดารอาหารอย่างใหญ่โตภายใต้การปกครองของท่าน ท่านเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องผิดปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องถามพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบท่านว่า ซาอูลได้ฆ่าชาวกิเบโอนซึ่งในอดีตเคยทำพันธสัญญากับโยชูวานั้น จึงเป็นเหตุให้เกิดภัยแล้งในอิสราเอล ดาวิดจึงไปหาชาวกิเบโอนและถามว่าควรจะรับผิดชอบกับสิ่งนี้อย่างไร ชาวกิเบโอนจึงบอกว่าให้เอาลูกชายของกษัตริย์ซาอูล7คนมาแขวนคอโทษฐานที่หักพันธสัญญา เมื่อได้ลงโทษตามนั้นแล้วการกันดารอาหารในอิสราเอลหยุดลงทันที เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้จากตัวมนุษย์เอง บ่อยครั้งที่เราโทษพระเจ้าทั้งๆที่เป็นความผิดของเราเอง อย่าลืม!! พระเจ้าทรงยุติธรรมและไม่เคยทำผิดพลาด อีกสิ่งหนึ่งที่สอนเราจากเรื่องนี้ก็คือ การหักพันธสัญญาหรือการผิดสัญญา เป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆ หรืออาจรุนแรงขนาดคำสาปแช่งมาเกาะกินตัวเราเองได้ ดังเช่นการกันดารอาหารที่เกิดขึ้น นั่นเอง
เมื่อเกิดภัยพิบัติเช่นนี้แล้ว เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ให้ทำสิ่งนี้สำเร็จแล้ว พระองค์จะทรงนำเราไปในทางใดต่อไป มีพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงตอบได้ เป็นการตอบโดยพาเราไปยังที่หนึ่งซึ่งเตรียมไว้ให้กับเราแล้ว
เครีท: สถานที่แห่งการเตรียมชีวิต
พระเจ้าให้เอลียาห์นำหมายสำคัญแห่งการกันดารมายังแผ่นดิน เพื่อจะนำการเปลี่ยนแปลงมายังใจชาวอิสราเอล และพระเจ้าเองก็นำการเปลี่ยนแปลงมายังใจของตัวเขาเองด้วย โดยทรงนำเขาไปยังลำธารเครีทเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง สิ่งนี้คืออะไร มีผลต่อชีวิตเอลียาห์อย่างไร? และมีความหมายอะไรต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่ออย่างไรบ้าง?
1 พงศกษัตริย์ 17:2-3 เขียนไว้ว่า แล้วพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า "จงออกไปจากที่นี่และหันไปทางตะวันออก และซ่อนตัวอยู่ที่ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
เมื่อเขาได้รับการเจิมแห่งการประกาศพระบัญชาของพระเจ้า (Declaration) พระเจ้าทรงเรียกเขาไปยังกระบวนการในการสร้างต่อไป คือการแยกตัวออกเป็นส่วนบริสุทธิ์ (Isolation) โดยให้เขาสนใจกับสิ่งใหม่ที่พระเจ้าตรัสต่อไปแทนที่การชื่นชมกับความสำเร็จในอดีต และกระบวนการของพระเจ้าก็ชัดเจนอย่างยิ่งที่จะมุ่งสร้างเราให้เหมือนพระองค์ เขาเป็นแบบอย่างที่ดีในเวลานี้ในการเชื่อฟังเสียงตรัสของพระเจ้า เพราะเมื่อเขาเชื่อฟัง เขาไม่หยุดอยู่กับที่ ประตูแห่งความสำเร็จในอดีตถูกปิดลง และประตูบานใหม่เปิดออก
บ่อยครั้งที่ผมเห็นว่า ความสำเร็จในอดีตกลับเป็นตัวหน่วงรั้งความสำเร็จในภายหน้าอย่างร้ายกาจทีเดียว เมื่อเรามองอดีตด้วยใจเย้อหยิ่ง เราไม่ต่างไปกับซาตานที่คิดว่าตนมีวันนี้เพราะตนเองสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง และพระเจ้าไม่ร่วมงานกับเขาอีกต่อไป บทสรุปของความเย้อหยิ่งคือสิ่งที่ว่างเปล่า นี่คือเหตุที่พระเจ้าบอกว่า เราใช้คนโง่เขลาเพื่อให้คนฉลาดได้อับอาย ขอบคุณพระเจ้าที่เอลียาห์ไม่ถูกฉุดรั้งโดยอดีต แล้วตัวของคุณล่ะ?
1 พงศ์กษัตริย์ 17:4-6 ว่า เจ้าจะดื่มน้ำจากลำธาร และเราได้บัญชาให้กาเลี้ยงเจ้าที่นั่น" ท่านจึงไปและกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ท่านไปอาศัยอยู่ที่ข้างลำธารเครีท ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และกาก็นำขนมปังและเนื้อมาให้ท่านในเวลาเช้า และนำขนมปังและเนื้อมาในเวลาเย็นและท่านก็ดื่ม น้ำจากลำธาร
เครีทเป็นที่ๆหนึ่งในอิสราเอล ใกล้เมืองเยรีโค ถ้าหากเรายืนมองจากพื้นดินไปอย่างหน้าผา จะเห็นภูเขาเหมือนถูกตัดหรือถูกเรื่อยออกไป เป็นทัศนียภาพที่สวยงามที่หนึ่งในอิสราเอล ที่น่าสนใจคือ เครีท (Cherith) มีความหมายว่า ตัดออก ทำลาย เผาผลาญ หมายถึงเราจะได้รับการทรงนำไปยังที่หนึ่งที่เราเองได้รับการตัดแต่งหรือจะต้องตัดขาดจากบางสิ่งที่เป็นนิสัยเก่าความเชื่อแบบเก่าๆ ความคิดที่ไม่เหมือนของพระเจ้า ชีวิตที่อยู่ในบาป ความรักและหลงใหลในโลกนี้ ตัดขาดการงานของเนื้อหนังทั้งสิ้น ตามพระวจนะของพระเจ้าที่มุ่งจะชำระเราเสียใหม่ด้วยความจริง พระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง
ประสบการณ์ของผมในเครีทที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้นั้น เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและหนักหนาเอาการเลยทีเดียว ผมต้องทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงแรกของประสบการณ์แห่งเพ็นเทคอสในชีวิตของผม (รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า) พระเจ้าประทานพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณที่ดีที่สุดซึ่งนั้นก็คือพระวิญญาณของพระเจ้า ส่วนผู้ที่เคยอาบน้ำร้อนมากก่อนอย่างพ่อแม่ของผมก็คอยเป็นกำลังใจและนำสิ่งดีๆมาอย่างชีวิตของผม เครีทเป็นที่ที่น่าชื่นใจ เพราะแม้โลกนี้จะวุ่นวายสักเพียงใด พระเจ้าทรงเลี้ยงดูไม่ขาด ผมสัมผัสการเจิมได้ตลอดเวลาเหมือนน้ำในลำธารเครีทที่เลี้ยงดูอย่างดี พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆอย่างง่ายดาย เพียงแค่คิดเท่านั้นทุกสิ่งก็จะบันดาลมาอยู่ตรงหน้า นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นกับผมในเวลานั้น และเอลียาห์ก็เช่นกันที่มีอีกาของพระเจ้ามาเลี้ยงดูอย่างดี น้ำในลำธารชั่งน่าชื่นใจเสียจริงๆขณะที่ชาวอิสราเอลในเวลานั้นต้องเจอกับการกันดารที่หนักหนา
ขนมปังในเครีทเปรียบดัง“พระพร”ที่พระเจ้าประทานมาอย่างมากมายเพราะเรามีการเจิมและการทรงสถิตของพระเจ้าที่คอยเลี้ยงดู เหมือนเราเป็นหีบพันธสัญญาที่นำความมั่งคั่งมาให้ทุกที่ที่เราไป น้ำในลำธารเครีทเปรียบเสมือน “การเจิมของพระวิญญาณ”ที่สดใหม่ทุกเวลา เราขนลุก เราหัวเราะ เราร้องไห้และเทใจออกมาต่อพระเจ้าอย่างจริงใจ เราสัมผัสได้ถึงไฟที่ร้อนอยู่ภายในจนตัวเราแทบระเบิดให้ได้ เราได้รับนิมิตที่นี่ เป็นที่ที่ทรงพลัง มีคนมารับการเจิมจากเรา เราเผยพระวจนะ การเห็นการอัศจรรย์ เราอธิษฐานบ่อยมากเพราะเชื่อมต่อกับพระเจ้าที่นี่ได้ง่ายมากๆ และเราคิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ชั่วนิรันดร
แต่อย่าลืมและหลงประเด็น ทุกสิ่งทุกอย่างยังจะไม่จบลงที่นี่ เพราะการทรงสถิตที่รุนแรงเช่นนี้มีเพื่อวัตถุประสงค์แห่งเครีทของพระเจ้าจะสำเร็จในชีวิตของเรา (ทำลายชีวิตเก่า สารภาพบาปและตัดขาดจากบาป ทำลายเนื้อหนังที่กบฏต่อพระเจ้า หักล้างคำแช่งสาปในอดีตและในสายตระกูล การบำบัดภายใน การจัดการกับวิญญาณชั่วที่อยู่ในเราและมีอิทธิพลต่อเรา การยอมจำนนต่อพระวิญญาณของพระเจ้า การสร้างความคุ้นชินกับพระเจ้าและเสียงของพระองค์ การฝึกฝนเราในการเจิมของพระเจ้าเพื่อทำพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำ และสุดท้ายคือการตายต่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง) และการทรงสถิตของพระเจ้าแบบนี้จะอยู่กับเราเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพื่อพยุงเราไว้ เหมือนเด็กเพิ่งคลอดและพ่อแม่ใกล้ชิดไม่ห่าง เราจะต้องโตขึ้นและเดินด้วยตัวเองวันหนึ่งข้างหน้า เพราะลำธารเครีทแห่งนี้กำลังแห้งลงทุกทีๆ แย่แล้ว!! เราจะต้องออกแรงของตัวเองแล้ว!!
เราไม่มีวันรู้ว่าพระเจ้าทรงนำเราไปทางไหน? สร้างเราแบบไหน? เราอยู่จุดในบนเส้นทางของพระเจ้า? นานเท่าไร? 1ปี? 5ปี? เราเก่งแล้วหรือยัง? เราไม่มีวันรู้ได้เลย เพียงแต่เราตระหนักได้ว่า นี่คือกระบวนการของพระเจ้า (Divine Process) พระเจ้าจะนำเรามายังเครีท (แม้คุณจะต้องการหรือไม่) พระองค์จะดึงเราออกจากฝูงชน และนำเรามายังการชำระจนเราจะเป็นผู้ที่ใช้การได้และนำเราไปยังจุดหมาย
จงจำไว้ว่า “คนที่เข้าสู่เครีท เป็นผู้ที่กำลังเดินไปสู่จุดหมายของพระเจ้า” อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ โยเซฟ โมเสสเอลียาห์ ดาวิด ดาเนียล เปโตร เปาโล ยอห์น และแม้แต่พระเยซูเองล้วนเคยผ่านเครีทของพระเจ้าทั้งสิ้น และคุณก็เช่นกัน!!
(34:55)










เครื่องบูชาที่อยู่บนแท่นบูชาของเอลียาห์ ได้รับการตอบด้วยไฟเพราะเหตุแห่งคำอธิษฐานด้วยความถ่อมใจฉันใด จิตใจที่ถ่อมและแตกสลายของชาวยิวที่มีต่อพระเจ้าที่ได้อธิษฐานเชิญพระองค์มานั้น ก็จะได้รับการตอบด้วยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เจ้าฉันนั้น

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ถ้อยคำแห่งความบริสุทธิ์...


มัทธิว 5:8:
ผู้ใด​มี​ใจ​บริสุทธิ์​ก็​เป็น​สุข เขา​จะ​ได้​เห็น​พระ‍เจ้า

1 โครินธ์ 4:4:
ความ​รู้สึก​ผิด​ชอบ​คง​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า ข้าพเจ้า​ไม่มี​ความ​ผิด​เลย แต่​ก็​ไม่​ได้​หมาย​ว่า​ข้าพเจ้า​บริสุทธิ์​ผุดผ่อง
องค์​พระ​เป็น​เจ้า​เท่านั้น​จะ​เป็น​ผู้​ชันสูตร​และ​ตัดสิน​ข้าพเจ้า ดังนั้น  

1 โครินธ์ 5:7:
จง​เอา​เชื้อ​บาป​นี้​ออก​ไป​เสีย​ให้​หมด เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​เป็น​คน​บริสุทธิ์​ทั้ง​กาย​และ​ใจ  

1 โครินธ์ 5:8:
ดังนั้น   จง​ให้​เรา​มา​เลี้ยง​ฉลอง​กัน​เถอะ ไม่​ใช่​ด้วย​ขนม​ที่​มี​เชื้อ​บาป​และ​การ​ผิด​ศีลธรรม
แต่​ด้วย​ขนมปัง​ไม่​ใส่​เชื้อ อัน​ได้​แก่​ความ​บริสุทธิ์​และ​สัจจะ

2 โครินธ์ 7:1:
มิตร​ที่​รัก! พระ‍เจ้า​ทรง​เป็น​ผู้​ตรัส​สัญญา​ไว้​แก่​เรา ฉะนั้น จง​ทำ​ตัว​ให้​บริสุทธิ์​หมดจด
หลีก​พ้น​จาก​ทุก​สิ่ง​ที่​จะ​มา​ทำ​ให้​ร่างกาย​เรา หรือ​จิต​ของ​เรา​เป็น​มลทิน​ไป
ให้​เรา​ถวาย​ตัว​แก่​พระ‍เจ้า​จน​หมดสิ้น ด้วย​การ​ดำเนิน​ชีวิต​อย่าง​เกรงกลัว​พระ‍เจ้า

ฟีลิปปี 2:15:
เพื่อ​ว่า​ท่าน​จะ​เป็น​ผู้​บริสุทธิ์​อยู่​ใน​โลก​ที่​เต็ม​ไป​ด้วย​คน​ชั่ว ท่าน​เป็น​บุตร​ที่ดี​พร้อม​ของ​พระ‍เจ้า
จง​ส่องแสง​ท่ามกลาง​เขา​เหมือน​ดาว​ที่​ส่องแสง​อยู่​ใน​ท้องฟ้า

ฟีลิปปี 4:8:
พี่น้อง​ของ​ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้า​ขอ​สรุป​ว่า ทุก​สิ่ง​ที่ดี​งาม​สมควร​แก่​การ​สรรเสริญ
สิ่ง​ใด​ที่​เที่ยงแท้ สูง​ส่ง ถูกต้อง บริสุทธิ์ น่า​รัก​และ​น่า​นับถือ จง​มี​อยู่​ใน​ใจ​ท่าน

โคโลสี 1:22:
แต่​บัดนี้​พระ‍เจ้า​ทรง​กระ‍ทำ​ให้​ท่าน​เป็น​มิตร​ทาง​ความ​ตาย ฝ่าย​ร่างกาย​ของ​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์
เพื่อ​จะ​นำ​ท่าน​มา​เข้า​เฝ้า​พระ‍องค์   ให้​ท่าน​เป็น​ผู้​สะอาด​บริสุทธิ์ และ​ปราศจาก​ที่​ติ  

1 เธสะโลนิกา 3:13:
เมื่อ​เป็น​เช่นนี้​พระ‍องค์​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​มี​จิตใจ​มั่นคง   ท่าน​จะ​ได้​เป็น​บุคคล​ที่​ดี​พร้อม​
และ​บริสุทธิ์​เฉพาะ​พระ‍เจ้า​ของ​เรา​และ​พระ‍บิดา เมื่อ​พระ‍เยซู‍เจ้า​ของ​เรา​เสด็จ​มา​กับ​บรรดา​คน​ทั้งปวง​ที่​เป็น​ของ​พระ‍องค์

1 เธสะโลนิกา 4:3:
นี่​แหละ​เป็น​พระ‍ประ‍สงค์​ของ​พระ‍เจ้า​สำหรับ​ท่าน พระ‍องค์​ทรง​ประสงค์​ให้​ท่าน​เป็น​ผู้​บริสุทธิ์ เว้น​เสีย​จาก​การ​ผิด​ประเวณี

1 เธสะโลนิกา 4:7:
พระ‍เจ้า​ไม่​ได้​ทรง​บอก​เรา​ให้​ดำเนิน​ชีวิต​อย่าง​ผิด​ศีลธรรม แต่​ให้​ดำเนิน​ชีวิต​อย่าง​บริสุทธิ์​หมดจด

1 ทิโมธี 1:5:
ที่​สั่ง​เช่นนี้​ก็​เพื่อ​ให้​เขา​รัก​อย่าง​บริสุทธิ์​ใจ มี​สามัญ​สำนึก​ที่​แจ่มใส​และ​ศรัทธา​อย่าง​จริงจัง

1 ทิโมธี 2:15:
สตรี​จะ​รอด​ได้​โดย​เป็น​มารดา​ถ้า​เธอ​พากเพียร​ใน​ความ​ศรัทธา ความ​รัก​และ​ความ​บริสุทธิ์ ด้วย​ความ​สงบ​เสงี่ยม

1 ทิโมธี 6:14:
ให้​ท่าน​เชื่อฟัง​คำสั่ง​นี้​และ​ระวัง​รักษา​ตน​ไว้​ให้​บริสุทธิ์​ปราศจาก​มลทิน จน​กระทั่ง​ถึง​วัน​ที่​พระ‍เยซู​คริสต์​เจ้า​เสด็จ​มา  

2 ทิโมธี 2:22:
จง​หลีกเลี่ยง​อารมณ์​ร้อนแรง​เยี่ยง​คน​หนุ่ม และ​ทำ​ตาม​ความ​ยุติธรรม   ความ​ศรัทธา ความ​รัก ความ​สันติสุข ทำ​ตน​ให้​เข้า​กัน​ได้​กับ​ผู้​ที่​ร้อง​ทูล​ขอ​ให้​พระ‍เจ้า​ทรง​ช่วย​เขา​ด้วย​ความ​บริสุทธิ์​ใจ

ทิตัส 2:14:
พระ‍องค์​ทรง​พลี​ชีวิต​เพื่อ​เรา ช่วย​เรา​ให้​พ้น​จาก​ความ​ชั่วช้า​ทั้งปวง และ​ทำ​ให้​เรา​ซึ่ง​เป็น​ของ​พระ‍องค์​แต่​ผู้​เดียว
เป็น​คน​บริสุทธิ์​หมดจด เป็น​ผู้​ที่​กระตือ​รือร้น​จะ​กระทำ​ดี

ฮีบรู 12:10:
บิดา​ที่​เป็น​มนุษย์​ลงโทษ​เรา​ตาม​ที่​ท่าน​เห็น​สมควร​ใน​ขณะ​ที่​เรา​ยัง​เด็ก​อยู่
แต่​พระ‍เจ้า​ทรง​ลง‌โทษ​เรา​เพื่อ​ประ‍โยชน์​ของ​เรา เพื่อ​ว่า​เรา​จะ​ได้​บริสุทธิ์​หมดจด​พร้อม​เหมือน​พระ‍องค์  

ยากอบ 3:17:
แต่​สติ​ปัญญา​ที่​มา​จาก​เบื้องบน​นั้น​บริสุทธิ์   และ​ที่​รอง​ลง​มา​ก็​คือ​สงบ​สุข สุภาพ อ่อนโยน​และ​เป็น​มิตร เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เมตตา​กรุณา ผลิต​การ​กระ‍ทำ​ดี​ขึ้น​มา​ให้​เรา​เก็บ​เกี่ยว ปราศจาก​ใจ​อคติ​และ​หน้า​ไหว้​หลัง​หลอก

1 เปโตร 1:16:
เพราะ​พระ‍คัมภีร์​กล่าว​ว่า "เจ้า​ต้อง​เป็น​ผู้​บริสุทธิ์​หมดจด​เหมือน​เรา​ที่​เป็น​ผู้​บริสุทธิ์"

2 เปโตร 3:14:
เพื่อน​เอ๋ย ขณะ​ที่​ท่าน​กำลัง​รอ​คอย​วัน​นั้น​อยู่ จง​กระ‍ทำ​ตน​เป็น​ผู้​บริสุทธิ์​ปราศจาก​ที่​ติ​ใน​สายพระ‍เนตร​พระ‍เจ้า
และ​คอย​ท่า​พระ‍องค์​ด้วย​ใจ​สงบ

วิวรณ์ 22:11:
คน​ชั่ว​ก็​ต้อง​ทำ​ความ​ชั่ว​ต่อไป คน​ที่​เป็น​มลทิน​ก็​ต้อง​เป็น​มลทิน​ต่อไป
คน​ดี​ก็​ต้อง​ทำ​ความ​ดี​ต่อไป คน​ที่​บริสุทธิ์​หมดจด​ก็​จะ​บริสุทธิ์​หมดจด​ต่อไป"

คำอธิษฐาน: พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงสร้างลูกให้สะอาด และ บริสุทธิ์ ให้ลูกเลือก และต่อสู้กับความเท็จแห่งยุคอันชั่วร้ายนี้
มีชัยเหนือกลอุบายที่มารร้า้ยวางไว้ ขอทรงตีสอนลูกด้วยพระหัตถ์แห่งความเมตตา เหมือนบิดาตีสอนลูกที่ตนชื่นชมนั้น...
ขอทรงมองที่พระคุณอันอุดมของพระองค์เอง ขอทรงหันเสียจากการชั่วทั้งสิ้นที่ลูกได้ทำ ขอทรงชื่นชมลูกด้วยเต็มพระทัย
โปรดสร้างลูกให้เหมือนพระองค์ "ลูกต้องบริสุทธิ์ เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์" ในนามพระเยซูเจ้า เอเมน...

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

สหายของพระเจ้า...


ผมได้รู้สึกและสัมผัสถึงภาระหรือความหนักหน่วงภายในใจ

เมื่ออธิษฐานอยู่ผมรู้ว่าพระเจ้าอยากจะให้วิงวอนเผื่อสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง

ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงรักประเทศไทยแต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใดเหมือนกัน

พระเจ้าทรงรักเราเพื่อเราจะเดินอยู่บนหนทางของพระองค์โดยมีความรักนำเราไป

แต่ถ้าลูกของพระองค์ไม่เดินตามทางที่พระองค์วางไว้ให้ พระเจ้าก็จะมีวิธีนำลูกๆกลับมา

อาจจะใช้วิธีเบาๆ ถ้าเราไม่ดื้อต่อพระเจ้า ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะกลับมาอยู่บนหนทางนี้อีก

แต่จากสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้จากคนไทย(แม้คนที่เรียกตนว่าเป็นคริสเตียน) ยังไม่ได้แสวงหาพระเจ้า

ในยามที่เดือดร้อนที่สุดเช่นในเวลานี้นั้นผมเองก็ต้องดิ้นรนที่จะแสวงหาพระเจ้า และพวกเราทุกๆคนเช่นกัน

ในพระธรรมอิสยาห์ 45:15 กล่าวว่า แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าแห่งอิสราเอลพระผู้ช่วยให้รอด

พระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์เพื่อวัตถุประสงค์หลายอย่างที่เราไม่มีวันเข้าใจได้ทั้งหมด

แต่เรารู้ว่าพระองค์ทรงงซ่อนเพื่อเราจะแสวงหาพระองค์ในที่ลึกลับ (อาจจะเป็นห้องนอนหรือแม้แต่การสงบลงเพื่อคุยกับพระองค์ในใจ)

มีพื้นที่แห่งหนึ่งในฝ่ายวิญญาณที่พระองค์สร้างไว้เพื่อเราจะวิงวอนและสนทนากับพระองค์หน้าต่อหน้า อย่างผู้เผยพระวจนะโมเสส

พระเจ้าปรารถนาให้เราพบพระองค์ในห้องอภิสุทธิสถาน ห้องชั้นในสุด ความลับสูงสุด

เป็นที่ที่เราเท่านั้นที่"เห็น"และ"สัมผัส"พระทัยพระองค์ และพระองค์เท่านั้นที่"เห็น"และ"สัมผัส"จิตวิญญาณของเรา

พระเจ้าไม่ได้ต้องการฟังเสียงตะโกนของเราจากลานชั้นนอกที่ดังไปถึงห้องชั้นในสุด

ท่านไม่รู้หรือว่า พระเจ้าไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นนอกจาก "สหาย"

นี่จึงเป็เหตุที่เราต้องอธิษฐาน(พูดคุย)กับพระเจ้า

เติมใจเราด้วยพระทัยของพระองค์...

วิงวอนเพื่อลูกๆของพระองค์อีกมากมายในประเทศนี้จะมาพบรักกับพระองค์...

ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไป...

พระเจ้ายังต้องการเราเสมอ มีใช่แค่เพียงรอดแล้วก็ไปทำอะไรๆได้อีกมากมาย

เรื่องความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าในฐานะ"สหาย" ยังสำคัญเสมอทุกยุคสมัย

พระองค์ไม่เคยต้องการสิ่งอื่นแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เพียงแค่คำว่านี้เท่านั้น ที่พระองค์ต้องการจากเรา...

"สหาย" (เป็นเพื่อนกับพระองค์)

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความฝัน: ประเทศไทยแผ่นดินไหว



พระเจ้าได้ประทานความฝันในคืนหนึ่ง (น่าจะเป็นคืนวันอังคารที่ 8 มีนาคม 2554 นี้เอง)

แก่ผมเกี่ยวกับประเทศไทยว่ามีการแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงจนสามารถสัมผัสได้ทั่วประเทศ

ผมยืนอยู่ข้างถนนเส้นหนึ่ง จากนั้นมีการแผ่นดินไหวจน บ้านสองข้างทางไหลลงไปข้างทางและแผ่นดินก็แยกออก

แผนดินไหวติดต่อกันเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่าลมมีปะทะผมแรงมากจนปลิวถอยไปหลายก้าว

โดยลมที่พัดมาปะทะนั้นพัดมาจากตะวันตก มีคนยืนอยู่กลางถนนเต็มไปหมดและกลับไม่มีรถยนต์สักคันหนึ่งบนถนนเลย

และภาพสุดท้ายที่ผนเห็นในฝันก็คือ ภาพประเทศไทยที่มองลงมาจากท้องฟ้า

เห็นว่า แผนที่ได้เปลี่ยนไปอย่างน่ากลัวจนไม่สามารถจำภาพเดิมได้เลย

พื้นที่ในประเทศไทยบางส่วนหายไป บางส่วนอยู่ใต้น้ำและบางส่วนแหว่งหายไป

ซึ่งความคิดเห้นส่วนตัวของผมนั้น คงเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเกิดคลื่นซึนามิ

ขอพี่น้องช่วยอธิษฐานเผื่อเรื่องนี้ด้วย เพราะหากไม่มีใครวิงวอนต่อพระเจ้า

เราอาจจะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้...

คำอธิษฐานของเรามีพลัง และเปลี่ยนทุกสิ่งได้... จากสิ่งเลวร้ายให้บรรเทาลงได้ หรือ ไม่เกิดขึ้นเลย...

พระเจ้าอวยพรครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

ระดับของการเผยพระวจนะ

เราทุกๆคนต่างผ่านขั้นตอนแห่งการเรียนรู้ในหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การเล่นกีฬา การเรียนดนตรี การฝึกทำอาหาร หรือแม้แต่การใช้ชีวิต เป็นต้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะเรียนรู้ในสิ่งต่างๆคือ การเรียนรู้พื้นฐาน และจากนั้นฝึกฝนในสิ่งขั้นพื้นฐาน จนเกิดความชำนาญ ผู้ที่ชำนาญการหลายๆสิ่งต่างผ่านระดับการเรียนรู้เบื้องต้นกันทั้งนั้น สั่งสมวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นความชำนาญ และ คุ้นเคย

การเผยพระวจนะก็เช่นกัน หากถ้าเราจะเรียนรู้การเผยพระวจนะ ต้องการคุ้นชินกับเสียงของพระเจ้า ต้องการบอกกล่าวถ้อยคำจากพระทัยพระเจ้า สู่ผู้คนอื่นๆ การต้องคุ้นเคยและสนิทสนมกับพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของแห่งของประทานนี้ พระเจ้าต้องการที่จะสอนเราถึงบทบาทแห่งความเป็นผู้ใหญ่ในการดำเนินกับพระองค์ ในเรื่องของ ความคิด ท่าทีภายใน การจัดการกับอารมณ์ การมีระเบียบวินัยฝ่ายวิญญาณในชีวิต ฯลฯ สิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภายในของเรา ซึ่งหากจะเดินตามพระองค์ และเป็นสาวกแท้ของพระองค์แล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ต้องจัดการเป็นระดับต้นๆของการที่เราจะเป็นสาวกแท้ หรือแม้แต่การจะเดินบนเส้นทางแห่งการเผยพระวจนะเช่นกัน

ในเรื่องระดับของการเผยพระวจนะนั้น มีหลายๆปัจจัยที่ขับเคลื่อนฤทธานุภาพแห่งการเผยพระวจนะตามแต่ระดับต่างๆ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้น "ความรัก" ความรักคือรูปแบบหนึ่งของการทรงสถิตของพระเจ้า การสำแดงความรักออกมาเป็นการเผยพระวจนะนั้น คือการสำแดงพระเจ้าแก่โลกนี้นั้นเอง เพราะพระเจ้าทรงอ่อนโยน ทรงเสียใจกับการกระทำแห่งความบาปของมนุษย์ ยกโทษและอภัยเสมอ และรองรับความกดดันแห่งความบาปทั้งสิ้นไว้ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่ทรงเป็นแก่หน้าผู้ใดก็ตาม พระองค์ก็ยังคงเป็นความรักและไม่มีอะไรขัดแย้งในพระองค์เอง ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดพระเจ้ามิให้ "รัก" เราได้
หากเราเข้ามาสู่การเผยพระวจนะด้วยการมุ่งเน้น(ให้ความสำคัญ)ที่มิติแห่ง "ความรัก" ของพระเจ้าแล้ว จะเป็นหนทางที่เราเองจะเติบโตในความรักของพระเจ้าอย่างเข้มแข็งและชีวิตเราจะมั่นคง และสามารถมีส่วนช่วยนำพาคนอีกมากมายเข้ามาสู่อ้อมกอดที่จริงใจของพระเจ้า "ความรักนั้นเข็มแข็งดั่งความตาย" โซโลมอนได้พูดไว้ "ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด" เปาโลพิสูจน์ไว้แล้ว "พระเจ้าทรงเป็นความรัก" อัครทูตยอห์นปักหลักนี้ให้แก่เราไว้แล้ว...
"กลุ่มสาวกแท้ฝึกฝนที่จะรักพระเจ้าและพี่น้อง และเติบโตขึ้นในของประทานแห่งการเผยพระวจนะ" (1โครินธ์ 14:1)

ท้องทะเลที่กว้างใหญไพศาลนั้นมีสิ่งต่างๆมากมายที่ดำรงชีวิตอยู่ในนั้นที่เรายังไม่รู้จักอีกมากมาย ที่เราเองไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้สัมผัส ภายใต้พื้นน้ำยังคงมีสิ่งที่น่าค้นหาสิ่งใหม่ๆรอเราอยู่เสมอ ไร้ขอบเขต ไร้รูปทรงที่จะคาดคะเนได้ มิติแห่งความเชื่อก็เช่นกัน มีพระพรที่ยิ่งใหญ่อยู่ในนั้น แม้เราอาจจะมองไม่เห็นอะไรอีกมากมายที่อยู่ในนั้น แต่พระเจ้าก็ปรารถนาที่จะสำแดงแก่ลูกๆที่พระองค์ทรงรักอยู่เสมอทุกเชื่อวัน พระเจ้าได้ก่อร่างสร้างมนุษย์ของพระองค์ขึ้นมา ประทานวิญญาณจิตแห่งการพยากรณ์แก่เขา และเรียกเขาโดยชื่อของเขาและแน่นอนทรงเรียกเขาโดยสิ่งที่เขาเป็นด้วย ซึ่งบางคนเป็น"ผู้เผยพระวจนะ"
"ความเชื่อ" ถูกกล่าวว่า เป็นกุญแจสู่การเผยพระวจนะ ใน โรม 12:6 กล่าวว่า จงเผย(พระวจนะ)ตามความเชื่อ บ่อยครั้งที่พระเจ้ามักจะสร้างความเชื่อภายในเราด้วยเหตุการณ์ที่ยากจะเชื่อได้ เพื่อพระองค์จะทรงเค้นให้ความพรสวรรค์ที่สำคัญชิ้นนี้ที่ซ่อนอยู่ภายในเรา(ความเชื่อ)ถูกเขย่าออกมา และเราเองจะไม่เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในความจำกัดอีกต่อไป นี่คือเหตุที่พระเจ้าทรงพอใจในความเชื่อของเรา และยังทรงประทาน "ความเชื่อ" ที่เป็นของประทานในการทำการอัศจรรย์นี้แก่เราด้วย เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตด้วยไม่มีความจำกัดในความเชื่อแล้ว เท่ากับเราไม่ได้จำกัดพระองค์ไว้เช่นกัน โลกจะเห็นสิ่งใหญ่ผ่านชีวิตท่านอย่างชัดเจน...
ผู้เผยพระวจนะ ทำให้สิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน นั้น ปรากฏชัดขึ้นในพระกายพระคริสต์ และทั้งกายของพระองค์จะสว่างด้วยแสงแห่งความเชื่อ ในยามที่มึดมิด ความเชื่อเรียกเราให้แสวงหาพระองค์ เมื่อเราพบพระองค์แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นม่านบังตาเราอีกต่อไปเพราะ "การเผยพระวจนะด้วยความเชื่อทำให้อนาคตที่มองไม่เห็นชัดเจนขึ้นทันตา และมั่นใจที่จะเดินต่อไปในทางแห่งพระคริสต์"

เราทุกคนหวังใจในพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ เรามิำได้เห็นพระเจ้าแต่ก็ยังรักในพระองค์ สิ่งนี้ทูตสวรรค์นั้นปรารถนาได้ดูจากเราเมื่อเราหวังใจในพระวจนะที่ไม่มีวันสูญสะลาย แม้แต่พวกทูตสวรรค์เองก็กำเนิดมาจากการที่พระเจ้าทรงตรัส(เผยพระวจนะ) และทูตสวรรค์เองก็เป็นผู้กระทำตามพระวจนะของพระเจ้า และมีส่วนที่ทำให้คำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์นั้นสำเร็จเป็นอย่างดีอีกด้วย ในพระธรรมโรมบทที่ 8 ได้กล่าวว่า เมื่อเรายังไม่ได้รับสิ่งใด เราก็มีความหวังและรอคอยสิ่งนั้นให้บังเกิดขึ้น มิติแห่งความหวังนั้นจะถูกปลดปล่อยออกมาจากพระสัญญาแห่งพระวจนะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคำเผยพระวจนะ
ส่วนตัวของผมเอง ผมรักคำเผยพระวจนะในพันธะสัญญาเดิมมาก และเมื่อได้รับการเปิดเผยในขณะอ่านนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความหวังใจที่พระวิญญาณของพระเจ้ายืนยันผ่านถ้อยคำเหล่านั้น เป็นสันติสุขที่ทำให้ผมมีกำลังและสามารถอดทนรอให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น จนบรรลุน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ผมเชื่อว่าผู้เชื่อหลายๆคนเคยได้รับคำเผยพระวจนะที่ดีๆเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง อาจจะมีคนมาเผยกับเราหรือพระเจ้าอาจจะเป็นผู้ตรัสกับเราเอง แต่นอกเหนือจากคำเผยที่ดีๆที่เราได้รับนั้น เราต้องร่วมมือกับพระเจ้าจนกระทั้งบังเกิดในชีวิตจริงของเรา ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาของเรา "ความหวังใจที่เรามีในพระเจ้าขับเคลื่อนเราให้กระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าจนสำเร็จตามคำเผยพระวจนะของพระองค์ได้"

ความเป็นผู้เผยพระวจนะแท้นั้นจะหักล้างความจำเจ ประเพณีนิยม นำใจคนมาสู่การสำนึกบาป และจะหักล้างทุกๆอย่างที่ขัดขวางเราให้ห่างออกจากพระเจ้า และสำแดงความรัก เสริมความเชื่อ ให้ความหวังใจ ผู้เผยพระวจนะแท้นั้นจะไม่นำคนมาเข้าเป็นพวกของตน แต่จะนำคนทั้งหลายให้วางชีวิตไว้ที่พระเจ้า Focus ที่พระเจ้า มุ่งมองที่พระองค์ ชมความงดงามของพระองค์ ผมเห็นคนที่มีวิญญาณผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จมากมายและได้รู้จักเขาด้วย คนเหล่านี้มีชีวิตที่น่าอนาถใจอย่างยิ่งเมื่อเขาอยากเป็นที่รู้จัีกอย่างแพร่หลายผ่านทางการยกย่องตนเอง ดึงคนเข้ามาหาตัวเอง ยุยงให้เกิดความแตกแยก และโลภเงินทอง หรือแม้แต่ชื่อเสียงที่เข้าเองมิได้เป็นคนก่อขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ตกหล่นไปจะพระคุณเสียแล้ว... ผมฝากท่านที่ได้อ่านทุกคน โปรดวิงวอนพระเจ้าเผื่อคนกลุ่มนี้ด้วย

การเผยพระวจนะในมิติแห่งความรัก ความเชื่อ และความหวังใจ มีความสำคัญอย่างมากในชีวิตของเราทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นผู้เผยพระวจนะของพระองค์ สิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นจากการที่เราตั้งใจ แต่เกิดจากการที่พระเจ้าทรงตั้งใจ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณจะเป็นผู้นั้นที่รู้จักพระทัยพระเจ้าและใช้ชีวิตในหนทางของพระองค์ที่ทรงกำหนดไว้แก่เราแล้ว... เดินตามพระวิญญาณของพระองค์ แล้วพระองค์จะเรียกท่านว่าเป็นบุตรของพระองค์

"พันธกิจแห่งการเผยพระวจนะที่ดีนั้น คือ พันธกิจที่ประกาศความรักของพระคริสต์อยู่เสมอ และเสาะหาคนของพระเจ้าเพื่อที่จะช่วยให้เขาเติบโตในพระเจ้า"

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Something

ผมสัมผัสถึงศึกที่กำลังประสบอยู่ในฤดูกาลนี้...
ผมรู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาแห่งการวิงวอนต่อพระเจ้าในระยะประชิตพระทัยพระองค์
ผมได้ยินเสียงหลอกลวงของศัตรู และเสียงของพระเจ้าที่กำลังแย่งชิงกัน
ผมรู้ถึงความเป็นไปในระยะอันใกล้นี้...
เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่
หากคิดว่าตนคือผู้เข้มแข็งอาจต้องโซเซล้มพับกันไป...
บอกใจว่านิ่งต่อพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

ความรอดไม่มีในมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า
หากใครที่แสวงหาการช่วยกู้ของมนุษย์ จำต้องเจอบทเรียนแห่งความเจ็บปวด
รางวัลแห่งการเชื่อใจในและมุ่งหวังในมนุษย์ คือ น้ำตาแห่งความเหนื่อยล้าและหมดหวัง
เพราะพระเจ้าคือพระเจ้าที่หวงแหน...
การงานของวิญญาณแห่งการไหว้รูปเคารพกำลังเบนเข็มทิศมาที่เรา
มนุษย์บางคน อาจเป็น"รูปเคารพ" สำหรับบางคน คนที่เราเลือกจะวางใจและติดตามเขาไปทุกๆหนแห่ง... ระวัง !!
เพราะพระเจ้าคือพระเจ้าที่หวงแหน... He is Jealous for you and me...
พระเจ้าทรงรอคอย และทรงซ่อนพระพักตร์เพื่อเราจะต้องแสวงหาพระองค์ (อิสยาห์45:15)

"The Great Turmoil Is Invading and The Great Peace Is Waiting for Sons and Daughters to Rest In"
ความวุ่นวายครั้งใหญ่กำลังเข้าใกล้ และสันติสุขที่ยิ่งใหญ่กำลังรอบุตรชายบุตรหญิงทั้งหลายพักสงบ...

ดนตรีร็อคที่ว่าเร้าใจนั้นฟังดูจืดไปเลยในยามที่ใจต้องการนมัสการแบบเงียบๆ
การอธิษฐานที่ไม่เป็นคำเข้าใจง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่อเจอเช่นนี้ต้องบอกว่า "ความรัก"ของพระเจ้าช่วยเปิดหนทางให้หน่อยจ้า... ฉันรู้ว่าเธอคือทางออก...